หมวดหมู่: Beauty Tips

  • สรุป การดูแลและวิธีรักษาสิวไม่มีหัว

    สรุป การดูแลและวิธีรักษาสิวไม่มีหัว

    ปัญหาสิว นับว่าเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่สร้างความรำคาญใจและความเครียดให้กับคนในหลาย ๆ ช่วงวัย แต่ถ้าหากพูดถึงปัญหาสิวไม่มีหัวด้วยแล้ว อาจทำให้หลายคนเกิดความเครียดมากกว่าเดิมได้ง่าย ๆ เพราะสิวประเภทนี้ต้องใช้เวลาในการรักษา และยิ่งถ้าดูแลไม่ดีอาจทำให้เกิดรอยแผลเป็นได้อีกด้วย มาทำความเข้าใจกันหน่อยว่า สิวแบบไม่มีหัวเกิดจากอะไร และควรมีวิธีรักษาสิวไม่มีหัวอย่างไรที่จะไม่ทำให้เกิดรอยแผลเป็นทิ้งเอาไว้ ติดตามในบทความนี้ได้เลย

    สิวไม่มีหัวเกิดจากอะไร

    ปัญหาสิวไม่มีหัวเกิดจากอะไร?

    สิวไม่มีหัว (Blind Pimples) เป็นสิวอุดตันประเภทหนึ่งที่มีขนาดเล็ก ลักษณะเป็นตุ่มนูน แดง ไม่มีหนอง ซึ่งโดยปกติแล้วจะไม่มีอาการอักเสบ จึงไม่เห็นหัวสิวสีขาวหรือสีดำชัดเจนเหมือนสิวประเภทอื่น ๆ สำหรับสิวประเภทนี้เกิดจากการอุดตันในรูขุมขนและการสะสมของสิ่งสกปรกต่าง ๆ ซึ่งเกิดจากปัจจัยการใช้ชีวิตต่าง ๆ เหล่านี้

    • ความเครียดสะสม
    • มลพิษทางอากาศ การสูบบุหรี่
    • สภาพอากาศร้อน
    • การใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผิว ที่ไปอุดตันบริเวณรูระบายไขมัน
    • การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน โดยเฉพาะในช่วงก่อนมีประจำเดือน

     

    บริเวณที่มักเกิดสิวไม่มีหัว

    ปัญหาสิวไม่มีหัว สามารถเกิดขึ้นได้ในหลายช่วงวัย โดยเฉพาะคนที่มีผิวมัน ซึ่งมักจะเกิดขึ้นที่บริเวณแก้ม คาง จมูก หน้าผาก ซึ่งหากไปแคะ แกะ เกา หรือพยายามบีบหัวสิวออกมา ก็ยิ่งจะทำให้เกิดการอักเสบและมีอาการปวดได้ และถ้าไม่มีวิธีรักษาสิวไม่มีหัวที่เหมาะสม อาจทำให้สิวเห่อ และเกิดรอยแผลเป็นได้ง่าย

    วิธีรักษาสิวไม่มีหัว

    การดูแลและป้องกันการเกิดสิวไม่มีหัว

    • การดูแลความสะอาด : หมั่นทำความสะอาดผิวหน้าด้วยสบู่อ่อน ๆ หรือเจลล้างหน้าสูตรอ่อนโยนเป็นประจำในช่วงเช้าและเย็น เพื่อลดการสะสมของไขมันและสิ่งสกปรกต่าง ๆ
    • การพักผ่อน : การพักผ่อนเป็นช่วงเวลาของการฟื้นฟูผิว ดังนั้นควรหาเวลาพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อวัน
    • การดื่มน้ำ : การดื่มน้ำจะช่วยขจัดของเสียในร่างกาย ช่วยให้ผิวชุ่มชื้นและแข็งแรง ลดปัญหาการเกิดสิว แนะนำให้ดื่มน้ำอย่างเพียงพอในแต่ละวัน อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว
    • การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวหน้า : ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวหน้าที่มีคุณภาพ และเหมาะสมกับประเภทและปัญหาผิวของตนเอง เพื่อดูแลผิวไม่ให้เกิดสิว รวมถึงหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำมันหรือสารระคายเคืองที่ทำให้เกิดสิวได้ง่าย

     

    สิวไม่มีหัวรักษายังไง?

    • งดการสัมผัสใบหน้า : วิธีรักษาสิวไม่มีหัวที่ดีที่สุดคือ เมื่อเกิดปัญหาสิว ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้าด้วยการแคะ แกะ เกา เพราะจะทำให้ผิวระคายเคืองและกระตุ้นสิวให้อักเสบ ทำให้รักษาได้ยากขึ้น
    • ไม่พยายามบีบสิว : การบีบสิวไม่มีหัว ทำได้ยาก เพราะหัวสิวอยู่ค่อนข้างลึก การใช้วิธีบีบสิวแรง ๆ อาจไม่สามารถนำหัวสิวออกมาได้ แต่อาจจะส่งผลให้สิวเกิดการอักเสบ
    • หลีกเลี่ยงอาหารกระตุ้นสิว : งดการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง มีน้ำตาลสูง รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะอาจทำให้รูขุมขนอุดตันและทำให้สิวอักเสบมากขึ้นได้
    • ใช้ยารักษาสิวที่เหมาะสม : อีกหนึ่งวิธีรักษาสิวไม่มีหัวที่ให้ผลลัพธ์ที่ดี คือการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์รักษาสิว หรือเจลแต้มสิว ที่มีส่วนผสมของ Benzoyl Peroxide / Retinoids / Antibiotics ที่มีประสิทธิภาพช่วยลดจำนวนเชื้อแบคทีเรียและลดการอักเสบ ทำให้สิวหายเร็วขึ้น
    • การทำเลเซอร์และการบำบัดด้วยแสง : วิธีรักษาสิวไม่มีหัวหรือสิวอักเสบ ในระยะเริ่มต้นที่ขนาดของสิวยังไม่ใหญ่มาก สามารถใช้วิธีรักษาด้วยการทำเลเซอร์และการบำบัดด้วยแสง เพื่อทำให้ต่อมไขมันทำงานน้อยลง ลดการอุดตัน สิวยุบตัวและแห้งไวขึ้น

     

    หากเจอปัญหาสิวไม่มีหัวเกิดขึ้น ควรดูแลตัวเองด้วยวิธีที่เหมาะสม ก็จะช่วยให้ปัญหาสิวไม่มีหัวดีขึ้น และหายได้ภายในเวลา 4-7 สัปดาห์

    มาดูแลผิวให้ห่างไกลจากปัญหารอยสิว และช่วยรักษาสิวไม่มีหัวได้ง่าย ๆ ด้วยการเลือกใช้ยาแต้มสิวที่มีประสิทธิภาพ PROVAMED ACNE RETINOL-A GEL เจลแต้มสิวไม่มีหัว สิวอุดตัน และ PROVAMED ACNE SPOT GEL เจลแต้มสิวอักเสบ สิวหัวใหญ่ สิวหัวหนอง ด้วยนวัตกรรม Poly-Pore Salicylic ที่มีประสิทธิภาพช่วยในการยุบตัวของสิวอักเสบ ทำให้สิวแห้งเร็ว ภายใน 12 ชั่วโมง หลังจากสิวแห้ง แนะนำให้ใช้เจลลดรอยแผลเพื่อฟื้นฟูผิว ป้องกันการเกิดรอยดำ และลดการเกิดรอยแผลเป็นจากสิวได้

     

    ช็อปสะดวกผ่านช่องทางออนไลน์, ห้างสรรพสินค้า และร้านขายยาใกล้บ้านคุณ

    Provamed Acne Retinol-A-Gel เจลแต้มสิวสำหรับสิวไม่มีหัว สิวอุดตัน

  • ตอบชัด! ประเภทของสกินแคร์ที่ควรรู้มีอะไรบ้าง ตัวไหนช่วยอะไร?

    ตอบชัด! ประเภทของสกินแคร์ที่ควรรู้มีอะไรบ้าง ตัวไหนช่วยอะไร?

    เชื่อว่า ‘การดูแลผิวหน้า’ เป็นสิ่งที่หลายคนใส่ใจและทำอยู่เป็นประจำ เพราะผิวหน้าคือด่านแรกที่ผู้คนจะมองเห็น อีกทั้งยังเป็นจุดที่ช่วยเสริมบุคลิกภาพและทำให้เรารู้สึกมั่นใจ จึงไม่แปลกถ้าหลาย ๆ คนจะเลือกบำรุงและดูแลผิวหน้าเป็นพิเศษ แต่หลายครั้งเรามักจะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ตามคนอื่น (ก็เขาบอกว่าดี) แต่ใช่ว่าผิวของเราจะเหมาะกับผลิตภัณฑ์เหล่านั้นเสมอไป เพราะแต่ละคนมีสภาพผิวที่แตกต่างกัน การใช้ผลิตภัณฑ์ก็ย่อมให้ผลลัพธ์ที่ไม่เหมือนกันด้วย

    ประเภทของสกินแคร์ดูแลผิวหน้า

    แต่ในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีที่สุดก็คือ เราจะต้องรู้จักพื้นฐานของสกินแคร์ในแต่ละประเภทให้ดีเสียก่อน เพื่อให้รู้ว่าผลิตภัณฑ์เหล่านั้นเหมาะสมกับผิวหน้าของเราหรือไม่ วันนี้เราจะพาไปรู้จักกับประเภทของสกินแคร์ว่ามีอะไรบ้าง และควรเลือกใช้อย่างไร เพื่อผลลัพธ์การดูแลผิวหน้าอย่างที่เราต้องการ

     

    ประเภทของสกินแคร์และการใช้งาน

    สำหรับประเภทสกินแคร์ที่ถูกผลิตออกมาในปัจจุบันมีอะไรบ้าง จะสามารถแบ่งได้ตามเนื้อของผลิตภัณฑ์และลำดับการใช้งาน ดังนี้

    1. เมคอัพรีมูฟเวอร์ (Makeup Remover)

    หลายคนอาจไม่คิดว่าเมคอัพรีมูฟเวอร์ก็เป็นหนึ่งในประเภทสกินแคร์ แต่คนที่ชื่นชอบการแต่งหน้าย่อมรู้ดีว่า เมคอัพรีมูฟเวอร์คือผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ขาดไม่ได้ เพราะนอกจากจะมีคุณสมบัติในการล้างเครื่องสำอางแล้ว เมคอัพรีมูฟเวอร์ยังสามารถช่วยกำจัดสิ่งสกปรก คราบมันบนใบหน้า ทำให้ผิวหน้าไม่อุดตัน โดยมีหลากหลายรูปแบบให้เลือกใช้ ขึ้นอยู่กับการแต่งหน้าและสภาพผิวหน้าของแต่ละคน ทั้งแบบเบสน้ำ เบสน้ำมัน ไมเซลล์ลาร์ และเนื้อบาล์ม

    2. คลีนเซอร์ (Cleanser)

    คลีนเซอร์ คือผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการทำความสะอาด เพื่อช่วยล้างสิ่งสกปรกที่ตกค้างอยู่บนผิวหนังให้ออกไป ทั้งยังมีคุณสมบัติป้องกันไม่ให้รูขุมขนอุดตัน แต่ในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ ควรดูด้วยว่าสภาพผิวของเราเหมาะกับคลีนเซอร์แบบใด โดยรูปแบบของคลีนเซอร์ยอดนิยมจะมีทั้ง แบบเจล โฟม และแบบเนื้อครีม

    3. โทนเนอร์ (Toner)

    โทนเนอร์ มีคุณสมบัติช่วยทำความสะอาดผิวหนังและเตรียมผิวให้พร้อมในขั้นตอนการดูแลผิวหน้า ส่วนมากจะนิยมใช้หลังจากล้างหน้าเสร็จทุกครั้ง มักมีลักษณะเป็นน้ำ หรือของเหลวเนื้อบางเบา มีส่วนผสมสำคัญในการล้างสิ่งสกปรกที่หลงเหลืออยู่บนผิวหนัง โดยจะเทลงบนสำลีแล้วเช็ดให้ทั่วใบหน้า จากล่างขึ้นบนเพื่อเปิดรูขุมขน

    4. เอสเซนส์ (Essence)

    อีกหนึ่งประเภทสกินแคร์ที่ได้รับความนิยมในยุคนี้ คงจะไม่พ้นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวอย่างเอสเซนส์ หรือที่หลายคนอาจรู้จักกันในชื่อของ ‘น้ำตบ’ ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยบำรุงและเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว โดยมีลักษณะเป็นน้ำเหลวใส เบาบาง จึงซึมสู่ผิวได้เร็ว เพียงตบเบา ๆ หลังจากล้างหน้าและการใช้โทนเนอร์

    5. เซรั่ม (Serum)

    เซรั่ม เป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าที่มีส่วนผสมสุดเข้มข้น เช่น วิตามินเข้มข้นสูง หรือสารต้านอนุมูลอิสระ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบำรุงผิวให้มากยิ่งขึ้น โดยเซรั่มจะมีเนื้อที่บางเบา หนักกว่าเอสเซนส์เพียงเล็กน้อย จึงสามารถซึมเข้าสู่ชั้นผิวได้ง่าย สามารถแก้ปัญหาผิวได้อย่างตรงจุด

    สกินแคร์ มีอะไรบ้าง

    6. อิมัลชัน (Emulsion)

    อิมัลชัน คือมอยส์เจอร์ไรเซอร์เนื้อบางเบา ที่มีความเข้มข้นอยู่ระหว่างครีมบำรุงผิวและโลชั่น และด้วยความที่มีเนื้อสัมผัสที่เบาบางนี้เอง จึงสามารถซึมเข้าสู่ผิวได้รวดเร็ว พร้อมคุณสมบัติช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและช่วยปรับสมดุลผิว ลดการผลิตน้ำมัน สำหรับคนที่มีผิวหน้ามันสามารถเลือกจบขั้นตอนการบำรุงผิวกับสกินแคร์ประเภทนี้ได้

    7. โลชั่น (Lotion)

    หลายคนมักจะคิดว่าโลชั่นเป็นประเภทของสกินแคร์สำหรับผิวกายเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วยังมีโลชั่นสำหรับผิวหน้าด้วยเช่นกัน แต่จะมีเนื้อสัมผัสที่เข้มข้นกว่าอิมัลชันเล็กน้อย ซึ่งโลชั่นจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว และช่วยเคลือบผิวชั้นนอกเพื่อลดการสูญเสียน้ำ

    8. ครีม (Cream)

    เป็นสกินแคร์ชนิดแรก ๆ ที่หลายคนรู้จัก ที่มีเนื้อเข้มข้นมากที่สุด ทำให้ต้องใช้เวลาในการซึมเข้าสู่ผิวนานกว่าสกินแคร์แบบอื่น ๆ แต่ก็สามารถให้ความชุ่มชื้นได้มากที่สุดเช่นกัน เพราะมีน้ำมันช่วยเคลือบผิวเพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำ จึงเหมาะสำหรับผิวแห้ง หรือการใช้งานในอากาศเย็น

    9. ผลิตภัณฑ์กันแดด (Sunscreen)

    ผลิตภัณฑ์กันแดด เป็นประเภทของสกินแคร์ที่หลายคนมักมองข้าม แต่เป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก เพราะสามารถปกป้องผิวจากรังสีอัลตราไวโอเลต หรือรังสียูวี ซึ่งจะเข้ามาทำลายคอลลาเจนใต้ชั้นผิวหนัง ทำให้ผิวเหี่ยวย่น หมองคล้ำ จนเกิดปัญหาจุดด่างดำและฝ้ากระตามมา หรืออาจร้ายแรงถึงขั้นเกิดมะเร็งผิวหนังได้เลยทีเดียว โดยมีให้เลือกหลายรูปแบบ ทั้งครีม โลชั่น เจล ขี้ผึ้ง และสเปรย์

    หลังจากได้รู้ถึงประเภทของสกินแคร์ว่ามีอะไรบ้างไปแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเลือกสกินแคร์ให้เหมาะกับสภาพผิวหน้า โดยเฉพาะผิวอ่อนแอแพ้ง่าย เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดพร้อมดูแลผิวได้อย่างอ่อนโยน ซึ่งนอกจากการดูแลให้ผิวหน้าสะอาดอยู่เสมอแล้ว ยังต้องดูแลให้ห่างไกลจากสิว ซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหาผิวกวนใจ ด้วยผลิตภัณฑ์รักษาสิวสำหรับผิวแพ้ง่าย Provamed ที่ออกแบบมาเพื่อดูแลปัญหาสิวสำหรับผิวทุกประเภท ด้วยนวัตกรรมดูแล ทำความสะอาด และลดสิวเฉพาะจุด เพื่อฟื้นฟูความมั่นใจที่ดีกว่าเดิมให้กลับคืนมา

     

    ช็อปสะดวกผ่านช่องทางออนไลน์, ห้างสรรพสินค้า และร้านขายยาใกล้บ้านคุณ

    เลือกช็อปผลิตภัณฑ์รักษาสิวสำหรับผิวแพ้ง่าย

  • ตอบครบทุกต้นตอ ไปจนถึงวิธีรักษาสิวอุดตัน!

    ตอบครบทุกต้นตอ ไปจนถึงวิธีรักษาสิวอุดตัน!

    เชื่อว่าทุกคนน่าจะมีประสบการณ์ร่วมกัน ที่ทุกครั้งเมื่อส่องกระจกแล้วสายตาไปสะดุดกับสิวอุดตันที่เด่นชัดขึ้นบนใบหน้า จนกลายเป็นปัญหาที่ชวนให้หนักใจ เพราะถึงแม้จะไม่อันตรายร้ายแรง แต่ก็ทำให้หมดความมั่นใจไปได้ไม่น้อยเลย อย่างไรก็ตาม ไม่ต้องกังวลใจเกินไป เพราะบทความนี้เราจะมาไขทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับสิวอุดตัน โดยจะไล่เลียงให้รู้กันตั้งแต่สิวอุดตันเกิดจากอะไร ไปจนถึงวิธีดูแลสิวอุดตัน แบบเข้าใจง่าย ติดตามได้เลย

    สิวอุดตันเกิดจากอะไร สาเหตุ

    Q: สิวอุดตันคืออะไร?

    สิวอุดตันเกิดจากการที่มีน้ำมันหรือเซลล์ผิวที่ตายแล้วมาอุดตันรูขุมขน และหากมีตัวกระตุ้นเพิ่มเติม เช่น แบคทีเรีย ก็อาจจะทําให้เกิดการอักเสบได้ โดยสามารถแบ่งสิวอุดตันออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่ สิวหัวดำและสิวหัวขาว

    • สิวหัวดำ: สิวหัวดำเป็นสิวอุดตันที่มีรูเปิดกว้างขึ้นที่ผิว และมีสิ่งอุดตันภายในรูขุมขนเมื่อสัมผัสกับอากาศจะทำให้เกิดการออกซิไดซ์ ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นสีเข้ม และสุดท้ายจะกลายเป็นจุดสีดำในที่สุด
    • สิวหัวขาว: สิวหัวขาวเป็นสิวอุดตันที่มีรูเล็ก ๆ อยู่ที่ผิว และมีสิ่งอุดตันติดอยู่ใต้ชั้นผิว ทำให้มีลักษณะเป็นสีขาวหรือสีเนื้อ โดยสิวอุดตันประเภทนี้จะถูกปกคลุมด้วยชั้นผิวหนังบาง ๆ ซึ่งทำให้น้ำมันและสิ่งสกปรกที่ติดอยู่เกิดการสะสม

    สิวอุดตันสามารถเกิดขึ้นได้กับส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย แต่โดยส่วนมากมักพบบนใบหน้า หน้าอก และหลัง

     

    ดูแลตัวเองอย่างไรไม่ให้เกิดสิวอุดตัน?

    วิธีดูแลสิวอุดตันไม่ให้เกิดขึ้นบนร่างกายนั้น จำเป็นต้องดูแลผิวอย่างสม่ำเสมอ รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์บางอย่างในชีวิตประจำวัน โดยสามารถแบ่งเป็นข้อ ๆ ได้ดังนี้

    • ทำความสะอาดเป็นประจำ: วิธีดูแลสิวอุดตันไม่ให้เกิดขึ้นบนร่างกายอาจเริ่มจากการใช้คลีนเซอร์ที่อ่อนโยนและไม่ก่อให้เกิดการอุดตันรูขุมขน รวมถึงควรล้างหน้าวันละสองครั้ง ทั้งในตอนเช้าและก่อนนอน อย่างไรก็ตาม ไม่ควรล้างหน้าบ่อยจนเกินไป เพราะจะดึงน้ำมันตามธรรมชาติออกจากผิว ส่งผลให้ร่างกายผลิตน้ำมันออกมาเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดสิวอุดตัน
    • ขัดผิว: การขัดผิวเป็นประจำจะช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้รูขุมขนอุดตันได้ แต่ก็เช่นเดียวกับการล้างหน้า ไม่ควรขัดผิวบ่อยเกินไป เพราะอาจทำให้ผิวระคายเคืองได้
    • ให้ความชุ่มชื้น: การใช้มอยส์เจอไรเซอร์ที่ไม่ก่อให้เกิดการอุดตันจะช่วยรักษาความชุ่มชื้นและความสมดุลของผิว ทั้งยังช่วยป้องกันการผลิตน้ำมันมากเกินไปด้วย
      เลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน: อีกหนึ่งวิธีดูแลสิวอุดตันไม่ให้เกิดขึ้นบนร่างกายคือ เลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ไม่ก่อให้เกิดการอุดตันหรือปราศจากน้ำมัน
    • ใช้ครีมกันแดด: ใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF อย่างน้อย 30+++ เพื่อช่วยป้องกันการอักเสบและลดความเสี่ยงของการเกิดรอยดำหลังการอักเสบ
    • ไม่สัมผัสใบหน้าด้วยมือ: หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้าด้วยมือ เนื่องจากที่มือมีแบคทีเรียซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุของสิวอุดตันแฝงตัวอยู่จำนวนมาก
    • กินอาหารที่มีประโยชน์: ผลไม้ ผัก ธัญพืชไม่ขัดสี และโปรตีนไม่ติดมัน คือสิ่งที่ควรรับประทาน และหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารที่มีน้ำตาลหรืออาหารแปรรูป เนื่องจากอาจทำให้เกิดการอักเสบได้
    • ดื่มน้ำเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น: ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อให้ผิวของคุณชุ่มชื้นและยังเป็นการช่วยขับสารพิษออกจากร่างกายด้วย
    • ล้างเครื่องสำอางออกทุกครั้ง: ล้างเครื่องสำอางทุกครั้งก่อนเข้านอน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการอุดตันรูขุมขนในชั่วข้ามคืน
    • จัดการกับความเครียด: ความเครียดนำไปสู่ความไม่สมดุลของฮอร์โมนที่อาจทำให้เกิดสิวได้ ดังนั้น ไม่ควรปล่อยให้ตัวเองจมกับความเครียดนานเกินไป
    • หลีกเลี่ยงเสื้อผ้ารัดรูป: การสวมเสื้อผ้ารัดรูป จะดักจับเหงื่อและน้ำมันจากผิวหนังอาจทำให้รูขุมขนอุดตันได้

     

    สาเหตุของการเกิดสิวอุดตันมีอะไรบ้าง?

    สิวอุดตันเกิดจากหลายปัจจัยด้วยกัน ซึ่งเราควรรู้เอาไว้จะได้หาวิธีป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้

    • การผลิตไขมันส่วนเกิน: ต่อมไขมันในผิวหนังผลิตสารที่เรียกว่าซีบัม เมื่อต่อมเหล่านี้ผลิตซีบัมออกมามากเกินไป ก็จะมาผสมกับเซลล์ผิวที่ตายแล้ว และติดอยู่ภายในรูขุมขน ทำให้เกิดการอุดตัน
    • เซลล์ผิวที่ตายแล้ว: สิวอุดตันเกิดจากเซลล์ผิวที่ตายแล้วได้เช่นกัน เนื่องจากชั้นนอกของผิวหนังจะผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วเป็นประจำ และหากเซลล์ผิวที่ตายแล้วเหล่านี้ไม่ถูกกำจัดออก ก็จะทำให้เกิดการสะสมและรวมตัวกับซีบัม กลายเป็นการอุดตันภายในรูขุมขน
    • แบคทีเรีย: แบคทีเรีย Cutibacterium acnes (C.Acne) อาศัยอยู่ทั่วผิวหนัง แต่ถ้ามีในปริมาณที่มากเกินไป ก็สามารถนำไปสู่การอักเสบภายในรูขุมขนได้เช่นกัน
    • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน: ฮอร์โมนมีบทบาทสำคัญในการเกิดสิว โดยแอนโดรเจนซึ่งเป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งจะกระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตซีบัมมากขึ้นเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนจากสาเหตุต่าง ๆ เช่นการมีประจำเดือน การตั้งครรภ์ เป็นต้น
    • เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลผิว: เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลผิวบางชนิดมีส่วนผสมที่ก่อให้เกิดการอุดตัน ดังนั้นเพื่อป้องกันจึงควรอ่านข้อบ่งใช้อย่างรอบคอบ

    วิธีรักษาสิวอุดตัน เห็นผลเร็ว

    วิธีรักษาสิวอุดตันทำได้อย่างไร?

    ถึงแม้จะพยายามป้องกันอย่างเต็มที่แล้วเพื่อไม่ให้เกิดสิวอุดตัน แต่สิวอุดตันก็ยังเกิดขึ้นได้เสมอ ดังนั้น สิ่งต่อไปที่ควรทราบก็คือวิธีรักษาสิวอุดตัน โดยในปัจจุบัน ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ทำให้มีหลากหลายวิธีรักษาสิวอุดตันที่ให้ผลลัพธ์อย่างประสิทธิภาพ

    • ใช้เจลแต้มสิว: เรียกได้ว่าเป็นวิธีรักษาสิวอุดตันที่ง่ายที่สุด เนื่องจากในปัจจุบันมีเจลแต้มสิวมากมายวางจำหน่ายในร้านขายยาทั่วไป ให้ได้เลือกซื้อกันอย่างสะดวก อย่างไรก็ตาม ควรเลือกเจลแต้มสิวที่ได้การรับรองมาตรฐานอย่างถูกต้อง
    • การรักษาด้วยแสง (LED Light ): การรักษาด้วยแสง (LED Light ) เป็นวิธีรักษาสิวอุดตันที่ถือเป็นนวัตกรรมทางการแพทย์ โดยแสงจะเข้าไปช่วยลดการอักเสบของสิว และฆ่าเชื้อแบคทีเรีย C.acnes
    • ผลัดผิวด้วยผงคริสตัล (MD): อีกหนึ่งนวัตกรรมทางการแพทย์สุดล้ำ โดยวิธีนี้ผงคริสตัลจะเข้าไปจับตัวกับผิว ก่อนจะเริ่มกระบวนการผลัดผิว ซึ่งจะช่วยให้หัวสิวอุดตันหลุดออกได้
    • ใช้ยาทา: กรดซาลิไซลิก (Salicylic acid) เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ (Benzoyl peroxide) และ เรตินอยด์ (Retinoid) ยาเหล่านี้คือตัวอย่างของยาที่มีฤทธิ์ในการรักษาสิวอุดตัน อย่างไรก็ตาม สำหรับวิธีรักษาสิวอุดตันวิธีนี้ ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

     

    จบปัญหาสิวอุดตัน ด้วยผลิตภัณฑ์จาก Provamed

    เมื่อได้ทราบไปแล้วว่าสิวอุดตันเกิดจากอะไร และถ้าหากคุณเป็นหนึ่งในคนที่กำลังหนักใจเรื่องสิวอุดตัน Provamed มาพร้อมกับสกินแคร์รักษาสิว ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ลดสิวที่ออกแบบมาเพื่อดูแลปัญหาสิวสำหรับผิวทุกประเภท ด้วยนวัตกรรมดูแล ทำความสะอาด และลดสิวเฉพาะจุด สกินแคร์รักษาสิวสำหรับผิวแพ้ง่าย Provamed พร้อมช่วยเคลียร์ทุกปัญหาสิวในทุกสภาพผิวแม้ผิวบอบบาง เพื่อฟื้นฟูความมั่นใจครั้งใหม่ที่ดีกว่าเดิม

    ช็อปสะดวกผ่านช่องทางออนไลน์, ห้างสรรพสินค้า และร้านขายยาใกล้บ้านคุณ

     

    ข้อมูลอ้างอิง:

    1. เรื่อง “สิว..สิว..” . สืบค้นเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2566 จาก https://www.rama.mahidol.ac.th/rama_hospital/th/services/knowledge/10212020-1159
    2. การรักษาสิว . สืบค้นเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2566 จาก
      https://th.yanhee.net/%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%96%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%A7/
  • รู้เท่าทันสุขภาพ! สิวบนใบหน้าบอกโรคอะไรได้บ้าง มาดูกัน

    รู้เท่าทันสุขภาพ! สิวบนใบหน้าบอกโรคอะไรได้บ้าง มาดูกัน

    ปัญหาสิวแต่ละจุด บอกอะไรได้บ้าง

    เชื่อว่าปัญหา ‘สิว’ เป็นเรื่องใหญ่ที่คนส่วนมากต้องพบเจอเกือบตลอดเวลา ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นทีไรก็มีแต่ความลำบากใจและอยากทำให้สิวหายไปให้เร็วที่สุด แถมหลาย ๆ คนยังไม่รู้ว่าควรรับมือกับสิวเจ้าปัญหานี้อย่างไรดี เพราะเหมือนยิ่งดูแลยิ่งไม่หายไปเสียที แถมยังขึ้นใหม่สลับบริเวณกันไปเรื่อย ๆ หากใครที่กำลังเจอกับปัญหานี้อยู่ รู้หรือไม่ว่าอาจเป็นสัญญาณเตือนจากร่างกาย ว่าภายในร่างกายของเรากำลังมีปัญหาอยู่ก็เป็นได้ ลองมาดูกันหน่อยว่าสิวแต่ละจุดที่เกิดขึ้น บอกอะไรกับเราได้อีกบ้าง? และเราควรดูแลกับสิวเหล่านี้อย่างไรเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

    สิวบนใบหน้าบอกโรคอะไรบ้าง?

    สิวบริเวณหน้าผาก

    หน้าผากเป็นตำแหน่งที่มีต่อมไขมันจำนวนมาก จึงเป็นบริเวณที่มักมีสิวเห่ออยู่เป็นประจำ โดยสาเหตุของสิวบนหน้าผากเกิดได้จากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นจากฮอร์โมน สภาพแวดล้อม หรือการดูแลผิวหน้าไม่ดีจนเกิดการอุดตัน
    ซึ่งจากการศึกษาเกี่ยวกับสิวบนใบหน้าบอกโรคอะไร ในแพทย์ศาสตร์จีนเชื่อว่า สิวที่เกิดขึ้นในบริเวณนี้ จะเกี่ยวข้องกับระบบย่อยอาหาร และยังบ่งบอกได้ถึงการรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ การพักผ่อนไม่เพียงพอ รวมมีความเครียดสูง

    สิวบริเวณแก้ม

    แก้ม เป็นบริเวณที่มักได้รับการสัมผัสกับสิ่งต่าง ๆ อยู่เสมอ ทั้งจากโทรศัพท์ หรือปลอกหมอน ซึ่งเป็นแหล่งสะสมของเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิว

    นอกจากนี้ ในการศึกษายังพบว่าสิวที่เกิดบริเวณนี้ สามารถบอกได้ถึงปัญหาในกระเพาะอาหาร ม้าม และระบบทางเดินหายใจ และอาจเกี่ยวข้องกับการรับประทานอาหาร โดยอาหารที่ส่งผลทำให้เกิดสิวเห่อบริเวณแก้มได้แก่ อาหารที่มีน้ำตาลสูงและผลิตภัณฑ์ที่ได้จากวัว เช่น นม ชีส

    สิวบริเวณคาง

    หากพูดถึงการเกิดสิวที่คางในปัจจุบัน หลายคนจะต้องนึกไปถึงการเสียดสีจากหน้ากากอนามัย เนื่องจากการสวมใส่เป็นเวลานานจนทำให้เกิดความชื้นและมีสิ่งสกปรกสะสม และทำให้เกิดสิวตามมา รวมถึงอาจมีปัญหาเกี่ยวกับฮอร์โมนในร่างกายที่ไม่สมดุล

    ซึ่งจากการศึกษาถึงเรื่องสิวบนใบหน้าบอกโรคอะไรเราได้บ้าง มีการระบุว่า สิวที่เกิดบริเวณคางอาจมีสาเหตุมาจากระบบสืบพันธุ์ที่เกี่ยวข้องกับรอบเดือน โดยเฉพาะช่วงก่อนมีประจำเดือนของผู้หญิง

    สิวบนใบหน้าบอกโรคอะไรได้บ้าง

    สิวบริเวณขมับ

    สิวบริเวณขมับ เกิดจากสาเหตุที่คล้ายกับสิวบริเวณหน้าผาก ซึ่งมีสาเหตุมาจากฮอร์โมนไปกระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากเกินไป รวมไปถึงปัจจัยอย่างการอักเสบของผิว ซึ่งในศาสตร์แพทย์แผนจีนเชื่อว่าสิวที่ขึ้นบริเวณขมับ อาจบ่งบอกได้ถึงปัญหาที่เกี่ยวข้องกับไตและกระเพาะปัสสาวะ ที่อาจมีการติดเชื้อหรือเกิดการอักเสบในอวัยวะภายใน

    สิวบริเวณจมูก

    บริเวณทีโซนซึ่งรวมถึงบริเวณจมูก เป็นตำแหน่งที่มีต่อมไขมันจำนวนมาก จึงเกิดสิวเห่อได้ง่ายกว่าบริเวณอื่น ๆ ซึ่งในการศึกษาถึงเรื่องสิวแต่ละจุดบ่งบอกอะไร อาจบอกได้ว่า สิวที่เกิดขึ้นบริเวณนี้มีสาเหตุมาจากความเครียดและการรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ อีกทั้งในศาสตร์การแพทย์แผนจีนยังเชื่อกันว่า หากเกิดสิวขึ้นบริเวณปีกจมูกด้านซ้าย หัวใจด้านซ้ายอาจกำลังมีปัญหา แต่หากสิวขึ้นที่ปีกจมูกด้านขวาหัวใจห้องด้านขวาก็อาจกำลังมีปัญหาเช่นกัน

    นอกจากนี้ คุณยังสามารถสังเกตได้อีกว่า หากบริเวณจมูกมีความแดงเกิดขึ้นหรือมีสิวอุดตันหัวดำ รวมถึงจมูกมีความมันมากกว่าปกติ อาจเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาความดันเลือดและปัญหาคลอเรสเตอรอลในร่างกายได้อีกด้วย

    หากใครที่เกิดสิวซ้ำ ๆ บริเวณเดิม ๆ เพื่อความอุ่นใจ อาจไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและหาวิธีการรักษาที่เหมาะสมก็จะดีที่สุด

    แต่ไม่ว่าจะเกิด ‘สิว’ ขึ้นบริเวณไหนบนร่างกาย ก็สามารถดูแลได้ด้วยผลิตภัณฑ์ลดปัญหาสิว จาก Provamed ที่ออกแบบมาเพื่อดูแลปัญหาสิวสำหรับผิวทุกประเภท ทุกจุด แม้ผิวบอบบางก็สามารถใช้ได้ มีหลากหลายผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์กับทุกปัญหาผิว พร้อมด้วยนวัตกรรมดูแล ทำความสะอาด และลดสิวเฉพาะจุด เพื่อฟื้นฟูความมั่นใจครั้งใหม่ที่ดีกว่าเดิม!
    ช็อปสะดวกผ่านช่องทางออนไลน์, ห้างสรรพสินค้า และร้านขายยาใกล้บ้านคุณ

    แหล่งอ้างอิง  

    1. What to know about acne face maps. สืบค้นเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2566 จาก https://www.medicalnewstoday.com/articles/325971#treatments 
    2. Face mapping: what acne really says about your health. สืบค้นเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2566  จาก https://www.topdoctors.co.uk/blog/face-mapping-what-acne-on-the-face-really-says-about-your-health/ 
  • 5 วิธีรักษารอยดำจากสิวที่วิทยาศาสตร์บอกว่าไม่ได้ผล!

    5 วิธีรักษารอยดำจากสิวที่วิทยาศาสตร์บอกว่าไม่ได้ผล!

    วิธีรักษารอยดำจากสิว ยังไงบ้าง วิธีไหนได้ผลสุด

    “รอยดำจากสิวรักษายังไง?”

    เชื่อว่าคำถามนี้ เป็นสิ่งที่หลายคนสงสัยอยู่เช่นกัน เพราะสำหรับคนที่มีปัญหาผิวเป็นสิว นอกจากวิธีการดูแลรักษาและป้องกันสาเหตุของการเกิดสิวแล้ว ปัญหารอยดำจากสิวก็มักจะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาด้วยเสมอ และเมื่อใบหน้าเต็มไปด้วยรอยดำจากสิว ก็อาจส่งผลต่อความมั่นใจของเราได้ ด้วยเหตุนี้ หลายคนจึงร้อนอกร้อนใจ จนต้องศึกษาหาวิธีรักษารอยดำจากสิวด้วยตนเอง โดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ อย่างไรก็ตาม ในโลกอินเทอร์เน็ตมีความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับการวิธีรักษารอยดำจากสิวอยู่มากมาย ที่ทำไปก็ไม่ได้ผล บทความนี้จึงจะมาบอกว่าความเชื่อไหนบ้างที่ไม่เป็นความจริง ติดตามได้เลย

    ใช้น้ำมะนาวในการรักษา

    หนึ่งในความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับวิธีรักษารอยดำจากสิวที่ถูกส่งต่อกันมากที่สุด คือการที่บอกว่าน้ำมะนาวเป็นวิธีการรักษาแบบธรรมชาติที่สามารถทำให้จุดด่างดำจางลงได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ถึงแม้น้ำมะนาวจะมีวิตามินซีซึ่งมีคุณสมบัติในการทำให้ผิวกระจ่างใส แต่การชะโลมน้ำมะนาวลงบนผิวหน้า นอกจากจะลดจุดด่างดำไม่ได้ผลแล้ว ยังอาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้อีกด้วย เนื่องจากความเป็นกรดของน้ำมะนาวจะไปทำลายความสมดุลของค่า pH ตามธรรมชาติของผิว ดังนั้น ใครที่กำลังคิดอยากลองวิธีนี้ ควรหนีไปให้ไกล!

    การขัดผิวอย่างรุนแรงช่วยลดรอยดำจากสิว

    รอยดำจากสิวรักษายังไง? หนึ่งในคำตอบยอดนิยมของคำถามนี้คือ ‘การสครับหรือขัดผิว’ โดยมีคนจำนวนไม่น้อยที่เชื่อว่าการสครับผิวแรง ๆ สามารถขจัดจุดด่างดำได้ อย่างไรก็ตาม ความเชื่อนี้ตรงข้ามกับความจริงโดยสิ้นเชิง เนื่องจากการขัดถูอย่างรุนแรงอาจทำให้ผิวหนังฉีกขาด นำไปสู่การอักเสบและแผลเป็น นอกจากนี้ ยังจะทำลายกระบวนการรักษาตามธรรมชาติ ชะลอการจางของจุดด่างดำอีกด้วย

    แต่อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าการขัดผิวจะไม่ได้ผลไปเสียทั้งหมด เนื่องจากการขัดผิวด้วยสารเคมี เช่น กรดอัลฟาไฮดรอกซีหรือกรดเบต้าไฮดรอกซี ก็เป็นหนึ่งในทางเลือกวิธีรักษารอยดำจากสิวได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้มีความเชี่ยวชาญอย่างเคร่งครัดก็จะเหมาะสมที่สุด

    แสงแดดทำให้จุดด่างดำจางลง

    ในโลกอินเทอร์เน็ตมีอีกหนึ่งความเชื่อเกี่ยวกับวิธีรักษารอยดำจากสิวที่ไม่ทราบที่มาที่ไปแน่ชัด แต่ก็ถูกส่งต่อกันไม่น้อย นั่นก็คือ ‘แสงแดดทำให้จุดด่างดำจางลง’ แต่แน่นอนว่าสิ่งนี้ไม่เป็นความจริงโดยสิ้นเชิง

    แสงแดดไม่ได้ทำให้จุดด่างดำจางลง ตรงกันข้าม อาจส่งผลให้รุนแรงยิ่งขึ้น โดยรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) จากดวงอาทิตย์สามารถทำให้ผิวและจุดด่างดำที่มีอยู่เข้มขึ้นได้ ดังนั้น เพื่อรักษาจุดด่างดำอย่างถูกต้อง สิ่งสำคัญคือต้องปกป้องผิวจากแสงแดดด้วยการทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป ในทุกครั้งที่ต้องออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง

    การใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านอย่างเดียวเพียงพอสำหรับลดจุดด่างดำ

    มีความเข้าใจผิดใหญ่หลวงที่บอกกันปากต่อปากว่า การใช้พืชสมุนไพรตามวิถีภูมิปัญญาชาวบ้านเพียงอย่างเดียวสามารถกำจัดจุดด่างดำได้

    ถึงแม้ว่าพืชสมุนไพรธรรมชาติบางชนิด เช่น ว่านหางจระเข้ น้ำผึ้ง และขมิ้นจะมีคุณสมบัติในการทำให้ผิวกระจ่างใส ปลอบประโลมผิว รวมไปถึงต้านอนุมูลอิสระ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ฉบับใดที่ระบุว่าสิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกับวิธีรักษารอยดำจากสิวอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น การใช้สมุนไพรธรรมชาติจึงไม่ใช่เรื่องผิด แต่ก็ควรที่จะปรึกษาแพทย์เพื่อที่จะได้รับยาแผนปัจจุบันอย่าง ไฮโดรควิโนน เรตินอยด์ หรือกรดอะเซเลอิก มาใช้ร่วมด้วย

    รอยดำจากสิว ด้วยตัวเอง รักษายังไง

    จุดด่างดำจะหายไปในชั่วข้ามคืน

    สำหรับข้อสุดท้ายอาจจะไม่ใช่วิธีรักษา แต่ก็เป็นความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับรอยดำจากสิวที่ถูกส่งต่อกันอย่างแพร่หลายเช่นกัน นั่นก็คือ ‘จุดด่างดำจะหายไปในชั่วข้ามคืน’ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เนื่องจากทุกคนต่างอยากให้รอยดำจากสิวเลือนหายไปให้เร็วที่สุด ดังนั้น จึงพร้อมที่จะเชื่อสิ่งที่ให้กำลังใจตัวเอง

    อย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงนั้นไม่ได้สวยหรูเสมอไป เพราะกระบวนการรักษาตามธรรมชาติของผิวและอัตราการหมุนเวียนของเซลล์ต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนในการทำให้รอยดำจางลง ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นวิธีรักษารอยดำจากสิวที่มีประสิทธิภาพขนาดไหน ต่างก็ต้องอาศัยความสม่ำเสมอและความอดทน และควรจำไว้ว่าผิวของทุกคนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผลลัพธ์การรักษาก็ย่อมแตกต่างกันไปตามแต่ละคนด้วย

    ลดรอยดำจากสิวอย่างได้ผลด้วยเจลลดรอยสิวจาก Provamed

    เมื่อได้ทราบแล้วว่า วิธีไหนบ้างที่ใช้แล้วไม่ได้ผล ดังนั้น ก็ถึงเวลาบอกลาความเชื่อผิด ๆ และเปลี่ยนมาใช้เจลลดรอยดำจากสิว Provamed ที่ช่วยให้ผิวแลดูเรียบเนียน พร้อมป้องกันและลดการเกิดใหม่ของสิว อีกทั้งยังเป็นเจลลดรอยแดงจากสิวที่สามารถช่วยฟื้นฟูผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงเจลลดรอยสิว Provamed ที่จะช่วยดูแลผิวเป็นพิเศษ ด้วยสารสกัด Epitensive ซึ่งเป็นนวัตกรรมโปรตีนจากพืช (Plant Epidermal Growth Factor) ที่มีคุณสมบัติช่วยลดรอยแผลเป็นและหลุมสิว อีกทั้งยังมีสารสกัดจากเห็ดหลินจือ ที่ช่วยบำรุงผิวและทำให้รอยแผลเป็นดูเบาบางลง พร้อมต่อต้านอนุมูลอิสระทำให้ผิวแข็งแรง

    ช็อปสะดวกผ่านช่องทางออนไลน์, ห้างสรรพสินค้า และร้านขายยาใกล้บ้านคุณ

    เจลลดรอยดำ Provamed

    ข้อมูลอ้างอิง

    1. The Top 12 Acne Myths And Why They Aren’t True. สืบค้นข้อมูลเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2566 จาก https://aadermatology.com/the-top-12-acne-myths/
    2. 5 of the Most Common Acne Myths Debunked. สืบค้นข้อมูลเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม มิถุนายน 2566 จาก https://www.teenvogue.com/story/5-common-acne-myths-debunkedwww.ktc.co.th/en/article/knowledge/make-money-using-dividend-growth
  • วิธีเลือกสกินแคร์ให้เหมาะกับผิว เพื่อผิวแข็งแรง สุขภาพดี

    วิธีเลือกสกินแคร์ให้เหมาะกับผิว เพื่อผิวแข็งแรง สุขภาพดี

    เลือกสกินแคร์ให้เหมาะกับผิว

    กี่ครั้งแล้วที่หน้าต้องผุพัง เพราะเลือกซื้อสกินแคร์ตามคำแนะนำที่บอกต่อกันมา? ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ ‘หน้าพัง’ นั่นอาจเป็นเพราะสภาพผิวของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันไป ต่อให้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมือนกัน ก็อาจให้ผลลัพธ์ที่แตกต่าง การจะดูแลผิวให้มีสุขภาพดีได้นั้น จึงต้องใส่ใจกับการเลือกสกินแคร์ให้เหมาะกับผิวของเราที่สุด ชวนมารู้จักวิธีเลือกสกินแคร์ให้เหมาะกับสภาพผิว เพื่อให้ผิวแข็งแรง มีสุขภาพดี และห่างไกลจากปัญหาสิว!

    4 ประเภทของผิวที่ควรรู้จัก แต่ละประเภทมีลักษณะอย่างไร?

    ก่อนจะเลือกสกินแคร์ให้เหมาะกับผิวได้ ต้องรู้จักสภาพผิวหน้าของตัวเองเสียก่อน ซึ่งโดยทั่วไปแล้วสภาพผิวหน้าสามารถแบ่งได้เป็น 4 ประเภทหลัก ดังนี้

    ผิวแห้ง

    เป็นลักษณะผิวที่สูญเสียน้ำมากเกินไป ทำให้ผิวหน้าขาดความชุ่มชื้น สำหรับผู้ที่มีผิวแห้งนั้นยังง่ายต่อการเกิดการระคายเคืองจากสารเคมีบางชนิดด้วย โดยสามารถสังเกตได้จากการที่ผิวเริ่มแห้ง ลอกเป็นขุย ขาดความยืดหยุ่น ทำให้รู้สึกกระด้างไม่สบายผิว จนรู้สึกตึงตัวเมื่อสัมผัส หรือมีอาการคันร่วมด้วย จนท้ายที่สุดอาจทำให้มีริ้วรอยเล็ก ๆ เกิดขึ้นได้

    ผิวมัน

    เป็นสภาพผิวที่พบได้บ่อย สำหรับผิวประเภทนี้จะมีการผลิตน้ำมันออกมามากจนเกินไป ทำให้เกิดการระบายน้ำมันออกมาบนผิว ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาผิวต่าง ๆ ตามมา เช่น ปัญหารูขุมขนกว้าง สิวอุดตัน สิวอักเสบ หากใครที่รู้สึกว่าหน้ามันอยู่บ่อย ๆ อาจเป็นคนที่มีผิวลักษณะนี้

    ผิวผสม

    ผิวผสมคือประเภทของผิวที่มีลักษณะผสมระหว่างผิวแห้งและผิวมัน ทำให้เกิดความมันแค่บางบริเวณบนใบหน้า เช่น หน้าผาก จมูก และคาง โดยที่ผิวหน้าส่วนอื่น ๆ ยังมีความแห้งอยู่ ซึ่งลักษณะของผิวผสมอาจแปรปรวนไปตามช่วงเวลาและสภาพแวดล้อม บางครั้งอาจพบบริเวณผิวที่มีความมันมาก และอาจมีความแห้งในพื้นที่อื่นบนใบหน้า โดยผิวผสมยังจะมีความคล้ายกับผิวมันในเรื่องการพบปัญหารูขุมขนกว้าง และการเกิดสิว แต่ลักษณะของผิวยังคงมีความแห้งอยู่ เช่น อาการผิวแห้งตึง ขาดความชุ่มชื้นในบางบริเวณบนใบหน้า

    ผิวแพ้ง่าย

    หากคุณกำลังประสบปัญหาผิวแดง ลอกเป็นขุย หรือเกิดอาการแสบคัน ซึ่งเกิดทันทีหลังจากมีการสัมผัส หรือเมื่อมีสิ่งเร้ามากระตุ้น นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนของอาการผิวแพ้ง่าย ซึ่งมักเกิดจากการที่เกราะป้องกันผิวหนังอ่อนแอ หรือขาดเซราไมด์ (Ceramide) ซึ่งทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันผิวหนังชั้นนอก อีกทั้งยังช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นและช่วยป้องกันผิวจากอาการแพ้ ทำให้ผิวที่ขาดเซราไมด์จะสามารถถูกกระตุ้นจนเกิดอาการแพ้ได้ง่าย

    วิธีเลือกสกินแคร์ให้เหมาะกับผิว

    วิธีเลือกสกินแคร์ให้เหมาะกับผิว ช่วยให้ผิวแข็งแรง

    เมื่อได้รู้ถึงสภาพผิวหน้าในแต่ละแบบกันไปแล้ว ขั้นต่อไปคือการเลือกสกินแคร์ให้เหมาะกับผิว เพื่อช่วยดูแลผิวหน้าให้แข็งแรง พร้อมช่วยแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด ดังนี้

    สกินแคร์ที่เหมาะสำหรับผิวแห้ง

    การดูแลผิวแห้ง ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ น้ำหอม และสารเคมีที่อาจทำให้ผิวระคายเคือง โดยสามารถเลือกสกินแคร์ให้เหมาะกับผิวแห้งได้ ด้วยการเลือกผลิตภัณฑ์ที่เป็นสูตรอ่อนโยน ที่ปราศจากทั้งแอลกอฮอล์ น้ำหอม และสารเคมีต่าง ๆ หากเลือกครีมบำรุงแนะนำให้เลือกที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์เข้มข้น เช่น เชียบัตเตอร์ น้ำมันมะกอก น้ำมันโจโจบา น้ำมันอะโวคาโด และวิตามินอี

    สกินแคร์ที่เหมาะสำหรับผิวมัน

    สำหรับผิวมัน ควรหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำมัน น้ำหอม และสารเคมีที่อาจอุดตันรูขุมขน เพื่อรักษาความสมดุลบนใบหน้า โดยแนะนำให้เลือกใช้สกินแคร์ที่เหมาะกับผิวมันโดยเฉพาะ ที่สามารถทำความสะอาดได้อย่างล้ำลึกโดยไม่ทำให้ผิวแห้งตึง ที่สำคัญควรเลือกใช้ครีมบำรุงที่มีเนื้อบางเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะจนหนักหน้า รวมถึงเลือกส่วนผสมที่ช่วยปรับสมดุลจุลินทรีย์ดีบนผิวเพื่อเสริมเกราะป้องกันให้ผิวหน้าแข็งแรง

    สกินแคร์ที่เหมาะสำหรับผิวผสม

    การดูแลผิวผสมสามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับผิวแห้งและผิวมันได้ เช่น ล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน ทำความสะอาดผิวหน้าด้วยโทนเนอร์เพื่อขจัดความมันส่วนเกิน และทาครีมบำรุงผิวเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและควบคุมความมัน แต่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำมัน น้ำหอม แอลกอฮอล์ และสารเคมีที่อาจทำให้ผิวเกิดการระคายเคือง

    สกินแคร์ที่เหมาะสำหรับผิวแพ้ง่าย

    ผิวแพ้ง่ายจะไวต่อสารต่าง ๆ เช่น แอลกอฮอล์ น้ำหอม สารเคมี ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการคัน แดง บวม หรือมีผื่นแดง จึงควรเลือกสกินแคร์ให้เหมาะกับผิวแพ้ง่ายโดยเฉพาะและต้องอ่อนโยนต่อผิว เพราะผิวแพ้ง่ายเป็นประเภทของผิวที่ต้องได้รับการดูแลอย่างใส่ใจ และต้องพิถีพิถันในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์มากเป็นพิเศษ

    เลือกสกินแคร์ให้เหมาะกับผิวทุกประเภท! ขอแนะนำสกินแคร์รักษาสิวจาก Provamed สกินแคร์ที่ออกแบบมาเพื่อดูแลปัญหาสิว สำหรับผิวทุกประเภท พร้อมนวัตกรรมที่สามารถดูแล ทำความสะอาด และลดสิวได้อย่างตรงจุด ช่วยเคลียร์จบทุกปัญหาสิว แม้ผิวบอบบาง แพ้ง่าย ก็ใช้ได้!

    ช็อปสะดวกผ่านช่องทางออนไลน์, ห้างสรรพสินค้า และร้านขายยาใกล้บ้านคุณ

    สกินแคร์รักษาสิวจาก Provamed

    ข้อมูลอ้างอิง:

    1. ทำความรู้จักกับผิวหน้า 5 ประเภท ตัวคุณเองมีผิวหน้าแบบไหนกันแน่. สืบค้นเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2566 จาก https://skinx.app/content/skin/know-your-skin
    2. ผิวแบบเรา เหมาะกับสกินแคร์แบบไหน มาเช็คกัน. สืบค้นเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2566 จาก https://www.thairath.co.th/lifestyle/woman/1508478
  • 7 วิธีดูแลแผลผ่าคลอดสำหรับคุณแม่ แผลสมานไว ไม่เป็นคีลอยด์

    7 วิธีดูแลแผลผ่าคลอดสำหรับคุณแม่ แผลสมานไว ไม่เป็นคีลอยด์

    วิธีดูแลแผลผ่าคลอดสำหรับคุณแม่มือใหม่

    ถึงแม้ว่าองค์การอนามัยโลกจะสนับสนุนให้คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ คลอดลูกด้วยวิธีทางธรรมชาติ เพราะจะทำให้เสียเลือดน้อยและฟื้นตัวได้เร็ว แต่ในปัจจุบันคุณแม่หลาย ๆ คนอาจเลือกใช้วิธีผ่าท้องคลอดกันมากขึ้น ซึ่งไม่ได้เลือกจากข้อบ่งชี้ที่ว่า คุณแม่ไม่สามารถคลอดเองได้ตามธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังมาจากความต้องการของคุณแม่ที่ไม่อยากทนเจ็บนาน หรือต้องการกำหนดเวลาคลอดด้วยตนเอง อีกทั้งการผ่าคลอดในปัจจุบัน นับว่าเป็นการผ่าตัดที่มีความปลอดภัยสูงอีกด้วย

    แต่สำหรับคุณแม่ที่กลัวการผ่าคลอด แต่กังวลในเรื่องของแผลผ่าตัด เพราะคิดว่าถ้าผ่าแล้วแผลจะหายช้า รวมถึงอาจฟื้นตัวได้ไม่ทันใจ ที่สำคัญกลัวว่าจะมีรอยแผลผ่าตัดทิ้งไว้จนรบกวนจิตใจ ต้องขอบอกว่าการผ่าคลอดไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เพราะในเรื่องของการฟื้นตัวจะขึ้นอยู่กับสุขภาพและการดูแลตัวเองของคุณแม่เป็นหลัก แต่หากใครที่กังวลกับเรื่องแผลผ่าคลอด เรามีเคล็ดลับการดูแลแผลผ่าคลอดมาบอกกัน หากนำไปปรับใช้ก็จะสามารถช่วยลดรอยแผลเป็นจากการผ่าคลอดได้อย่างมีประสิทธิภาพเลยทีเดียว!

    บอกต่อ! 7 วิธีดูแลแผลผ่าคลอดให้หายเร็ว ไม่เป็นแผลนูน

    ดูแลแผลอย่าให้ติดเชื้อ

    สิ่งสำคัญในการดูแลแผลผ่าคลอดของคุณแม่หลังคลอด คือต้องระมัดระวังอย่าให้แผลโดนน้ำ แผลแยก หรือทำให้แผลติดเชื้อเด็ดขาด โดยเฉพาะในระยะ 1 สัปดาห์แรกหลังผ่าตัด เพราะจะทำให้แผลหายช้า เกิดการอักเสบ อีกทั้งแผลที่บอบช้ำจากการติดเชื้อยังจะมีโอกาสกลายเป็นแผลเป็นนูนได้ง่ายขึ้นด้วย

    หลังเปิดแผลแล้วอย่า แคะ แกะ หรือเกา

    หลังจากผ่าตัดคลอดประมาณ 1 สัปดาห์ แพทย์จะทำการนัดมาตัดไหม เมื่อตัดไหมเรียบร้อยแล้ว การดูแลแผลผ่าคลอดจะทำได้ง่ายขึ้น เพราะว่าคุณแม่มือใหม่สามารถอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายและล้างแผลด้วยสบู่ได้ตามปกติ แต่ต้องระมัดระวังอย่าแคะ แกะ หรือเกาบริเวณแผล และเมื่ออาบน้ำเสร็จ ควรเช็ดแผลให้แห้งสนิท อย่าปล่อยให้แผลเกิดการอับชื้นหรือหมักหมม เพราะอาจเสี่ยงต่อการอักเสบและติดเชื้อได้

    ใช้ผ้ารัดหน้าท้อง

    เนื่องจากการผ่าตัดที่หน้าท้องเพื่อการคลอดลูก แผลจะอยู่บริเวณหน้าท้องส่วนล่าง ทำให้เมื่อมีการขยับตัวอย่างรวดเร็ว หรือมีการลุกนั่ง จะเกิดอาการเกร็งหน้าท้อง ส่งผลให้อาจรู้สึกเจ็บแผลผ่าคลอดได้ การใช้ผ้ารัดหน้าท้อง จะช่วยพยุงไม่ให้กล้ามเนื้อบริเวณแผลกระทบกระเทือน ทั้งยังช่วยบรรเทาความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวร่างกายได้

    รับประทานอาหารที่มีประโยชน์

    ควรเลือกรับประทานอาหารที่ดีและมีประโยชน์ต่อร่างกาย เน้นอาหารที่มีโปรตีนสูง ไม่ว่าจะเป็น ไข่ หรือเนื้อสัตว์ รวมถึงธัญพืชต่าง ๆ เพราะอาหารเหล่านี้มีส่วนช่วยสมานแผล พร้อมซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ อีกทั้งการรับประทานอาหารประเภทโปรตีน จะไม่ส่งผลให้เกิดรอยแผลเป็นอย่างที่หลายคนเข้าใจด้วย

    ครีมลดรอยแผลเป็นให้แผลไม่เป็นคีลอยด์

    ไม่ยกของหนัก

    อีกหนึ่งการดูแลแผลผ่าคลอด ซึ่งเป็นข้อที่คุณแม่ควรระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง นั่นก็คือในช่วง 3 เดือนแรกหลังผ่าคลอด คุณแม่ต้องไม่ยกของหนัก หรือทำกิจกรรมที่ต้องเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้อง เพราะอาจเสี่ยงต่อการเกิดแผลแยก แผลปริ จนส่งผลให้ต้องไปเย็บแผลซ้ำ ทั้งยังเสี่ยงที่จะเกิดแผลเป็นได้ง่าย

    ทาผลิตภัณฑ์ครีมลดรอยแผลเป็น

    หลังจากที่แผลผ่าตัดแห้งสนิทดีแล้ว คุณแม่ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ครีมลดรอยแผลเป็น หรือซิลิโคลนเจลลดรอยแผลเป็นที่มีเนื้อสัมผัสบางเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะ โดยควรหมั่นทาหรือใช้เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ก็จะสามารถช่วยป้องกันการเกิดรอยแผลเป็นในบริเวณที่ผ่าคลอดได้เป็นอย่างดี

    ออกกำลังกายเบา ๆ

    สิ่งสุดท้ายในการดูแลแผลผ่าคลอดและดูแลตัวเองหลังจากการผ่าคลอด คือ คุณแม่ควรหมั่นออกกำลังกายเบา ๆ ด้วยการเดิน หรือการแกว่งแขน เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด เพื่อให้เนื้อเยื่อสามารถสมานตัวได้ดี และยังป้องกันการเกิดพังผืด แผลผ่าตัดจะได้เรียบเนียนสวย ไม่เป็นแผลเป็นอีกด้วย

    ทั้งหมดนี้ คือ 7 วิธีดูแลแผลผ่าคลอดให้เนียนเรียบ ไม่เป็นแผลเป็นนูน ด้วยการทาครีมลดรอยแผลเป็นอย่าง PROVAMED SCAR SILICONE ครีมทาแผลเป็นที่เกิดจากการผ่าตัดทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น แผลผ่าตัดจากการคลอดลูก ผ่าตัดศัลยกรรม รวมถึงแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก มีส่วนผสมของ Epitensive นวัตกรรมโปรตีนจากพืช ซึ่งใกล้เคียงกับโปรตีนในผิว ซึ่งมีสรรพคุณช่วยซ่อมแซมผิวและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนบริเวณที่เกิดบาดแผล รวมถึงมี CPX ที่ให้คุณสมบัติในการสร้างฟิล์มเคลือบผิวบาง ๆ ช่วยป้องกันไม่ให้เซลล์สูญเสียน้ำและความชุ่มชื้น ลดการอักเสบของผิว และไม่เกิดแผลเป็นนูน ผสานคุณค่าของวิตามินอีและซี ช่วยฟื้นฟูผิวให้เรียบเนียน และไม่ทิ้งรอยดำหลังการเกิดแผล

    หากสนใจสามารถช็อปสะดวกผ่านช่องทางออนไลน์, ห้างสรรพสินค้า และร้านขายยาใกล้บ้านคุณ

  • รู้ก่อนเลือก ประเภทของครีมกันแดดสำหรับผิวหน้าและผิวกาย

    รู้ก่อนเลือก ประเภทของครีมกันแดดสำหรับผิวหน้าและผิวกาย

    ครีมกันแดดหน้า

    ครีมกันแดด เป็นอีกหนึ่งไอเทมชิ้นสำคัญที่ทุกคนต้องใช้เป็นประจำ ไม่ว่าจะผู้หญิงหรือผู้ชาย เพื่อปกป้องผิวให้ห่างไกลจากการถูกทำร้ายของแสงแดด แต่ในปัจจุบันมีครีมกันแดดให้เราเลือกใช้อยู่หลายประเภท จนบางครั้งอาจทำให้เราสับสนว่าครีมกันแดดมีกี่ชนิด และแบบไหนถึงจะเหมาะกับเราที่สุด หากใครที่สงสัยแบบเดียวกันนี้อยู่ มาหาคำตอบพร้อมกันในบทความนี้ได้เลย

    ครีมกันแดด คืออะไร?

    ครีมกันแดด เป็นผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าและผิวกาย ที่ช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV ที่มาจากแสงแดด ซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหาผิวต่าง ๆ เช่น ปัญหาผิวไหม้แดด (Sunburn) ปัญหาฝ้า ปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอ รวมถึงยังอาจทำให้มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งผิวหนังได้อีกด้วย

    ซึ่งการใช้ครีมกันแดดหน้าและครีมกันแดดสำหรับผิวกายเป็นประจำ นอกจากจะช่วยปกป้องผิวจากรังสี UVA และ UVB แล้ว ยังจะเป็นการป้องกันการเสื่อมสภาพของคอลลาเจนในชั้นผิวหนัง ส่งผลให้ผิวดูเรียบเนียนและมีสุขภาพที่ดีอยู่เสมอ

    รู้จักประเภทของครีมกันแดด

    ประเภทครีมกันแดด Chemical Sunscreen

    เป็นประเภทครีมกันแดดเนื้อบางเบา มีคุณสมบัติพิเศษในการดูดซับรังสี UV จากแสงแดด และทำให้คลื่นรังสี UV สะท้อนออกจากผิวหนัง ซึ่งเป็นกระบวนการที่ช่วยปกป้องผิวไม่ให้รังสี UV ทำร้ายผิวของเรา ที่สำคัญยังจะช่วยให้ผิวดูสดใสไม่แก่ก่อนวัยอันควรด้วย

    ข้อดีของครีมกันแดดประเภท Chemical Sunscreen คือ เป็นเนื้อครีมที่ทาง่าย เกลี่ยง่าย เหมาะสำหรับเป็นครีมกันแดดหน้าและทาตัว สามารถใช้ร่วมกับผลิตภัณฑ์บำรุงอื่น ๆ ควบคู่ไปด้วยได้ เช่น สกินแคร์ หรือ เครื่องสำอาง แต่มีข้อควรระวังก็คือ เนื้อครีมประเภทนี้อาจทำให้เกิดอาการแพ้ ผิวระคายเคืองหรือเป็นสิวได้ง่าย ซึ่งควรทำการทดสอบกับผิวก่อนเลือกซื้อมาใช้เสมอ

    วิธีใช้งาน : แนะนำให้ทาครีมกันแดดก่อนแดดอย่างน้อย 20-30 นาที และควรทาซ้ำทุก ๆ 2 ชั่วโมง เพื่อประสิทธิภาพในการปกป้องผิวที่ดี

    รู้จักประเภทครีมกันแดด

    ประเภทครีมกันแดด Physical Sunscreen

    เป็นครีมกันแดดที่ทำหน้าที่เสมือนเกราะป้องกันผิว ช่วยปิดกั้นและสะท้อนรังสี UV ทั้งรังสี UVA และ UVB ที่มากับแสงแดดให้ออกจากผิวหนัง รวมถึงมีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสีอินฟราเรด แสงสีฟ้าจากหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ได้อีกด้วย

    ข้อดีของครีมกันแดด Physical Sunscreen คือ เนื้อครีมกันแดดที่ไม่ตกค้างหรือดูดซึมสู่ผิว ทำให้มีโอกาสในการแพ้หรืออุดตันรูขุมขนน้อยกว่าแบบ Chemical Sunscreen จึงเหมาะสำหรับคนที่มีผิวแพ้ง่าย หรือ ผิวที่ต้องโดนแสงไฟหรืออยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ แต่ข้อควรระวังคือ เนื้อครีมค่อนข้างอ่อนไหวต่อน้ำและเหงื่อ อาจหลุดออกได้ง่าย และมีโอกาสเกิดคราบขาว ทำให้รู้สึกหนักหน้าเล็กน้อย ทำให้ต้องทาซ้ำบ่อย ๆ

    วิธีใช้งาน : เมื่อทาครีมกันแดดเสร็จ ก็สามารถออกแดดได้ทันทีโดยไม่ต้องรอเวลาให้ครีมซึมเข้าสู่ผิว

    ประเภทครีมกันแดด Hybrid Sunscreen

    เป็นครีมกันแดดที่รวมเอาข้อดีของครีมกันแดดแบบ Chemical และ Physical เข้าไว้ด้วยกัน โดยมีคุณสมบัติดูดซับรังสี UV เช่นเดียวกับ Chemical และทำหน้าที่สะท้อนหรือกระจายรังสี UV ออกไปจากผิวในแบบเดียวกับ Physical จึงเป็นครีมกันแดดยอดนิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ เพราะสามารถดูดซับและสะท้อนรังสีได้ในตัวเดียว

    ข้อดีของครีมกันแดด Hybrid Sunscreen คือ เนื้อสัมผัสที่บางเบาและเกลี่ยง่าย มีประสิทธิภาพในการป้องกันผิวจากแสงแดดทั้งรังสี UVA และ UVB ได้ดี โดยไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง ทั้งยังอ่อนโยนต่อผิวบอบบางแพ้ง่าย เหมาะสำหรับผิวที่ต้องเผชิญกับแสงแดดเป็นประจำ

    วิธีใช้งาน : สำหรับคนที่ออกแดดบ่อย หรืออยู่ในสถานที่มีแดดจ้า ควรทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง

    มาดูแลผิวให้ห่างไกลจากแสงแดด ด้วยการเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีประสิทธิภาพ Provamed Sun Face SPF50+ PA++++ ครีมกันแดดหน้าประเภท Hybrid Sunscreen ที่มาพร้อมเนื้อสัมผัสบางเบาสบายผิว ซึมเร็ว ไม่เหนียวเหนอะหนะ มีคุณสมบัติช่วยปกป้องผิวจากรังสี UVA/UVB ได้สูงถึง 50 เท่า พร้อมช่วยป้องกันผิวจากรังสีอินฟราเรด แสงสีฟ้า และมลภาวะภายนอกที่ต้องเผชิญในแต่ละวัน ทำให้ผิวเรียบเนียน กระจ่างใจ ดูสุขภาพดี สามารถใช้ได้ทุกวัน

    ช็อปสะดวกผ่านช่องทางออนไลน์, ห้างสรรพสินค้า และร้านขายยาใกล้บ้านคุณ

  • สิวไตเกิดจากอะไร ต้องรักษาอย่างไรให้หายดี?

    สิวไตเกิดจากอะไร ต้องรักษาอย่างไรให้หายดี?

    สิวไต เกิดจากอะไร รักษาอย่างไรให้หาย

    “สิวเป็นไต” คือหนึ่งในปัญหาสิวกวนใจที่ยากต่อการรักษา แม้จะไม่ได้มาพร้อมกับอาการเจ็บที่รุนแรง แต่สิวเป็นไตนั้นมักจะคงอยู่บนผิวหนังของเราเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่หายไปเสียที และหากเผลอไปกดหรือบีบ ก็อาจทำให้กลายเป็นรอยแผลเป็นที่ทำให้กังวลใจมากกว่าเดิม มาเจาะลึกสาเหตุกันดีกว่าว่าสิวเป็นไตเกิดจากอะไร? และจะมีวิธีรักษาอย่างไรให้สิวประเภทนี้หายไป โดยไม่กลับมาเป็นซ้ำอีก

    สิวเป็นไต มีลักษณะเป็นอย่างไร?

    สิวเป็นไต (Nodular Acne) คือลักษณะของสิวชนิดหนึ่งที่เป็นตุ่ม นูน ขนาดใหญ่ สัมผัสแล้วรู้สึกแข็งและอาจมีความรู้สึกเจ็บปวดร่วมด้วย โดยบริเวณที่พบได้บ่อยมักจะเป็นบนใบหน้า หน้าอก หลัง รวมถึงต้นคอ

    สิวไตเกิดจากอะไร?

    สิวไตเกิดจากการที่รูขุมขนอุดตันไปด้วยน้ำมัน เซลล์ผิวที่ตายแล้ว และแบคทีเรีย ส่งผลให้เกิดเป็นตุ่มไตใต้ผิว และพัฒนาไปสู่อาการอักเสบ ซึ่งอาจทำให้เกิดเป็นรอยแผลเป็นได้ หากได้รับการรักษาสิวเป็นไตอย่างไม่ถูกวิธี

    สาเหตุของสิวเป็นไต

    • ฮอร์โมน
    • กรรมพันธุ์
    • การใช้ยาบางชนิด
    • ความเครียด
    • การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง น้ำตาลสูง และแป้งสูง
    • การขาดสารอาหารบางชนิด เช่น สังกะสี ทองแดง และวิตามินเอ
    • การสัมผัสกับมลภาวะ
    • การใช้เครื่องสำอางบางชนิด

    สิวไตเกิดขึ้นบริเวณไหนได้บ้าง?

    • แก้ม: เกิดจากสิ่งสกปรกต่าง ๆ และเชื้อโรคที่มาจากของใช้รอบตัว เช่น โทรศัพท์ แว่นตา แปรงแต่งหน้า รวมถึงพฤติกรรมบางอย่าง เช่น การใช้มือสัมผัสแก้มอยู่เป็นประจำ การไว้ทรงผมที่คลอเคลียใบหน้า
    • จมูก: เป็นหนึ่งในบริเวณที่มีน้ำมัน (Sebum) ซึ่งถูกสร้างจากต่อมไขมัน ออกมาสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก จึงทำให้เกิดสิวไตได้ง่าย เพราะเป็นอาหารชั้นดีของแบคทีเรีย C. Acnes (Cutibacterium Acnes) ทำให้เกิดการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นสิวไตที่มีโอกาสอักเสบสูง
    • คาง: สิวไม่มีหัวใต้คาง มีสาเหตุการเกิดเช่นเดียวกับสิวเสี้ยนที่ขึ้นบริเวณจมูก เนื่องจากเป็นบริเวณ T-zone ที่มีการหลั่งน้ำมันออกจำนวนมาก นอกจากนี้ การใส่หน้ากากอนามัยนาน ๆ หรือสัมผัสบริเวณคางบ่อย ๆ ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวไตได้
    • คอ: เกิดได้จากทั้งพันธุกรรมและเพศ สำหรับทางพันธุกรรมหากมีประวัติคนในครอบครัวเป็นสิวประเภทนี้มาก่อนก็อาจมีความเสี่ยง ในขณะเดียวกัน ผู้ชายก็มีโอกาสเป็นสิวไตใต้คอได้มากกว่าผู้หญิง เพราะในผู้ชายจะมีการผลิตไขมันใต้ผิวหนังมากกว่า ทำให้เกิดสิวได้ง่าย
    • หน้าอก: เกิดจากการสะสมน้ำมันและเหงื่อ รวมไปถึงการทำความสะอาดที่ไม่ดีมากพอ รวมถึงอาการระคายเคืองจากเสื้อผ้า ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยรบกวนรูขุมขนจนทำให้เกิดการอุดตันและอักเสบได้
    • หลัง: เกิดจากการสะสมของสิ่งสกปรกและเหงื่อไคล รวมไปถึงการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวและบำรุงเส้นผมที่อาจไปรบกวนรูขุมขน ที่อาจทำให้เกิดการระคายเคือง จนกลายเป็นสิวไตและอักเสบได้

    สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อเกิดสิวเป็นไต

    หากอยากรักษาสิวเป็นไตให้หาย โดยไม่เกิดรอยแผลเป็นทิ้งเอาไว้ ควรหลีกเลี่ยงการเจาะสิว บีบ รวมไปถึงวิธีใด ๆ ก็ตามที่คิดว่าจะทำให้สิวยุบด้วยตัวเอง เพราะสิ่งเหล่านั้นอาจกลายเป็นความเสี่ยงที่ทำให้สิวเกิดการอักเสบ จนเกิดรอยแผลเป็นในภายหลัง ทางที่ดีที่สุด คือการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์รักษาสิวที่เหมาะสม หรือไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อทำการรักษาก็จะดีที่สุด

    รักษาสิวเป็นไตอย่างไรให้ไม่เป็นรอยแผล

    รักษาสิวเป็นไตอย่างไร ให้หายโดยไม่เกิดรอยแผลเป็น?

    อย่างที่กล่าวไปในข้างต้น ว่าแนวทางการรักษาสิวเป็นไตสามารถทำได้สองแบบ คือการรักษาด้วยตัวเอง และการไปพบแพทย์ผิวหนัง โดยจะอธิบายเพิ่มเติมให้เข้าใจได้ง่าย ๆ ดังนี้

    • การรักษาสิวเป็นไตด้วยตัวเอง

    การจัดการกับสิวเป็นไตด้วยตัวเอง สามารถเริ่มต้นง่าย ๆ ตั้งแต่การทำความสะอาดผิว เพื่อเลี่ยงการทำให้รูขุมขนเกิดความระคายเคือง และควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดอย่างคลีนซิ่งและโฟมล้างหน้าที่เป็นสูตรอ่อนโยน สำหรับผิวบอบบาง เป็นสิว และแพ้ง่าย เพื่อไม่ให้เกิดความระคายเคืองมากขึ้นกว่าเดิม

    นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ผลิตภัณฑ์เจลลดสิว โดยพิจารณาจากส่วนผสมอย่าง กรดซาลิไซลิก (Salicylic Acid), เบนซิลเพอร์ออกไซด์ (Benzoyl Peroxide) หรือสารสกัดจากต้นทีทรี (Tea Tree Oil) ที่มีคุณสมบัติช่วยฆ่าเชื้อสิวที่อยู่ใต้ผิวหนังให้ยุบตัวลง โดยอาจใช้ควบคู่กับเจลลดรอยสิว เพื่อป้องกันรอยดำที่อาจเกิดขึ้นหลังจากสิวยุบตัว ทั้งยังช่วยป้องกันการเกิดรอยแผลเป็นที่อาจเกิดขึ้นด้วย

    • การรักษาสิวเป็นไตกับแพทย์ผิวหนัง

    ในขณะเดียวกันยังสามารถเข้ารับการรักษากับแพทย์ผิวหนังโดยตรง เพื่อวินิจฉัยถึงสาเหตุการเกิดที่แท้จริงและรับยารักษาที่เหมาะสม ซึ่งบางเคสอาจต้องใช้หัตถการอื่น ๆ ร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็นการฉีดสิว การฉายแสง และเลเซอร์ ซึ่งในส่วนนี้จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเข้ามาด้วย

    ได้รู้กันไปแล้วว่าสิวไตรักษายังไง สำหรับใครที่เลือกจะรักษาสิวประเภทนี้ด้วยตนเอง แบบไม่ต้องเสียเงินเยอะ สามารถเลือกผลิตภัณฑ์รักษาสิว Provamed เวชสำอางที่มาพร้อมกับสกินแคร์เพื่อคนเป็นสิวที่มีความอ่อนโยน เพราะเราออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สามารถดูแลผิวได้ทุกประเภท ด้วยนวัตกรรมดูแล ทำความสะอาด และลดสิวเฉพาะจุด  รับประกันช่วยเคลียร์สิวไม่มีหัวได้แม้สภาพผิวบอบบาง พร้อมฟื้นฟูความมั่นใจครั้งใหม่ที่ดีกว่าเดิม

    ช็อปสะดวกผ่านช่องทางออนไลน์, ห้างสรรพสินค้า และร้านขายยาใกล้บ้านคุณ

    ข้อมูลอ้างอิง

    1. How to Get Rid of Inflamed Acne. สืบค้นเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2566 จาก https://www.bangkokcable.com/th/knowledge/detail-27 
    2. Nodular Acne. สืบค้นเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2566 จาก https://www.medicalnewstoday.com/articles/321815#treatment 
    3. สิวเป็นไต ปัญหาสุดกลุ้มใจ ควรแก้ไขยังไงดี. สืบค้นเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2566 จาก https://skinx.app/content/acne/nodular-acne 
  • ดูแลผิวเป็นสิวอย่างถูกวิธี ด้วยครีมกันแดดสำหรับคนเป็นสิว

    ดูแลผิวเป็นสิวอย่างถูกวิธี ด้วยครีมกันแดดสำหรับคนเป็นสิว

    วิธีเลือกครีมกันแดดให้เหมาะกับสภาพผิว

    ครีมกันแดด เป็นหนึ่งในสกินแคร์ที่ขาดไม่ได้ เพราะนอกจากจะช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดแล้ว ยังมีประโยชน์ในเรื่องการช่วยปกป้องผิวไม่ให้เกิดความหมองคล้ำ จุดด่างดำ ลดเลือนริ้วรอยแห่งวัย ลดความเสื่อมของสภาพผิว หรือเกิดปัญหาผิวต่าง ๆ และเพื่อเป็นการดูแลผิวอย่างถูกวิธี เราลองมารู้ถึงวิธีเลือกครีมกันแดดให้เหมาะกับสภาพผิว และวิธีเลือกครีมกันแดดสำหรับคนเป็นสิว ที่เหมาะสมและได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

    ทำไมต้องทาครีมกันแดด?

    ครีมกันแดด เป็นสกินแคร์ที่ใช้ในขั้นตอนสุดท้ายของการบำรุงผิวหน้าก่อนแต่งหน้า เป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดที่จะเข้ามาทำร้ายผิวของเรา อีกทั้งยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพผิวในหลาย ๆ ด้านอีกด้วย

    • ช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV
      ครีมกันแดด มีประสิทธิภาพด้านการปกป้องผิวจากรังสี UVA และ UVB ซึ่งเป็นรังสีที่มีส่วนในการทำลายเซลล์ผิวหนัง และคอลลาเจนใต้ผิวหนัง เพื่อให้ผิวได้รับการปกป้องจากการโดนแสงแดดเป็นเวลานาน อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงเซลล์ผิวเสื่อมสภาพ และไม่ทำให้ผิวแสบไหม้จากแสงแดด รวมถึงยังช่วยลดการระคายเคืองจากแสงแดดหรือมลพิษต่าง ๆ
    • ช่วยปกป้องผิวไม่ให้หมองคล้ำ
      ครีมกันแดดที่มีค่า PA+++ จะมีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA ได้ดี ทำให้รังสีที่เป็นอันตรายต่อผิวไม่สามารถเข้ามากระตุ้นให้เกิดปัญหาผิวหมองคล้ำและจุดด่างดำ
    • ช่วยปกป้องคอลลาเจนใต้ชั้นผิว
      รังสี UV ในแสงแดด สามารถเข้าทำลายคอลลาเจนในชั้นผิวให้เสื่อมสภาพได้ ส่งผลให้ผิวแห้ง หยาบกระด้าง ไม่ชุ่มชื้น เราจึงต้องทาครีมกันแดดอยู่เป็นประจำ เพราะจะช่วยเสริมเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง
    • ลดความเสี่ยงการเป็นโรคมะเร็งผิวหนัง
      รู้หรือไม่ว่า รังสี UV สามารถเข้าไปกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระที่เป็นอันตรายต่อเซลล์ผิวในร่างกายได้ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดมะเร็งผิวหนัง ดังนั้นการทาครีมกันแดด จะช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV ไม่ให้ผ่านเข้าสู่ผิว

    วิธีเลือกครีมกันแดดให้เหมาะกับสภาพผิว

    ครีมกันแดดสำหรับคนผิวแห้ง

    ผิวแห้ง มีลักษณะเป็นผิวที่สูญเสียความสมดุลของความชุ่มชื้น ทำให้ต่อมไขมันในชั้นผิวหนังผลิตน้ำมันออกมาได้น้อย ส่งผลให้ผิวแห้ง ตึง แตก และมีอาการคัน หรือรู้สึกระคายเคืองร่วมด้วย ดังนั้นวิธีเลือกครีมกันแดดที่เหมาะสมกับคนผิวแห้ง ควรเลือกครีมกันแดดที่เป็นเนื้อครีม ที่มีความเข้มข้นของสารบำรุงผิวสูง เพื่อให้ผิวชุ่มชื้นพร้อมกับช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด

    ครีมกันแดดสำหรับคนผิวมันเนื้อเจล

    ผิวมัน เป็นลักษณะผิวที่ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากกว่าปกติ มีรูขุมขนกว้างที่สามารถสังเกตเห็นได้ ทำให้ผิวหน้ามันเร็ว ผิวมันวาว ซึ่งการเลือกครีมกันแดดที่เหมาะสม ควรเลือกที่เป็นเนื้อเจล มีคุณสมบัติสามารถซึมเข้าสู่ผิวได้ง่าย แห้งไว ไม่ทิ้งคราบเหนอะหนะ และไม่ทำให้เกิดความมันสะสมเพิ่มบนผิวหน้า ซึ่งอาจจะนำไปสู่ปัญหาผิวหน้าต่าง ๆ ได้

    ครีมกันแดดสำหรับผิวบอบบาง

    ผิวบอบบาง หรือผิวที่เป็นสิวง่าย คือผิวที่เกราะป้องกันผิวอ่อนแอ ทำให้ถูกทำร้ายจากมลภาวะและแสงแดดได้ง่าย ซึ่งอาจทำให้ผิวอักเสบ ผิวลอก และเป็นสิว ซึ่งวิธีเลือกครีมกันแดด สำหรับคนเป็นสิวหรือมีผิวที่บอบบาง ควรเลือกใช้ครีมกันแดดเนื้อน้ำนม ที่มีความบางเบา ไม่หนักผิวมากจนเกินไป ที่สำคัญไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน น้ำหอม เพราะอาจทำให้ผิวอักเสบและเกิดสิวมากขึ้นได้

    ครีมกันแดดสำหรับผิวผสม

    ผิวผสม เป็นลักษณะของคนที่มีผิวแห้งและผิวมันรวมอยู่ด้วยกัน ซึ่งสามารถสังเกตได้จากผิวบริเวณ T-Zone ที่จะมีความมันสะสมมากกว่าบริเวณอื่น ๆ อีกทั้งยังมักเกิดปัญหาผิวแห้ง ผิวลอกในบางจุดบนใบหน้า ซึ่งวิธีเลือกครีมกันแดดที่เหมาะสม ควรเลือกใช้ครีมแบบ Hybrid ที่ดึงเอาจุดเด่นของ Physical และ Chemical มารวมกันไว้ในตัวเดียว ซึ่งมีลักษณะเป็นเนื้อครีมบางเบา สามารถดูดซับและสะท้อนรังสี UV ได้ ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด และไม่ทำให้ผิวอุดตัน

    ครีมกันแดดสำหรับคนเป็นสิว

    เทคนิควิธีเลือกซื้อครีมกันแดดสำหรับคนเป็นสิว

    • เลือกครีมกันแดดเนื้อบางเบา : ครีมกันแดดเนื้อน้ำนม โลชั่น หรือเนื้อเจล จะมีเนื้อที่บางเบา ซึมเร็ว สบายผิว ไม่ทำให้ผิวอุดตันหรือเกิดสิวเพิ่มขึ้นได้
    • เลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF / PA ที่เหมาะสม : คนที่มีปัญหาผิวเป็นสิวหรือผิวแพ้ง่าย การเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF / PA สูง ๆ อาจทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองเพิ่มขึ้นได้ ดังนั้นวิธีเลือกครีมกันแดด สำหรับคนเป็นสิวหรือผู้ที่มีผิวบอบบาง ควรเลือกตามความเหมาะสมในการใช้งาน อย่างเช่น หากอยู่ในที่ร่ม หรือไม่ค่อยได้โดนแดดบ่อย ๆ ก็ควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF ไม่น้อยกว่า 30 หรือถ้าเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ระบุเป็นค่า PA ก็ควรเลือกแบบ PA++++ เพื่อช่วยป้องกันรังสี UVA แต่ถ้าหากต้องออกไปเจอกับแสงแดดแรง ๆ ก็สามารถเพิ่มค่า SPF / PA ที่เหมาะสมได้เช่นกัน
    • เลือกครีมกันแดดที่มีคุณสมบัติปกป้องเพิ่มเติม : ผิวที่เป็นสิวง่าย เป็นผิวที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ซึ่งวิธีเลือกครีมกันแดดที่เหมาะสมอาจต้องมองหาครีมกันแดดที่มีคุณสมบัติอื่น ๆ เพิ่มเติมด้วย เช่น สามารถกันน้ำหรือกันเหงื่อได้ เพื่อให้ผิวไม่เกิดการอุดตันหรือเกิดสิวมากขึ้นกว่าเดิม

    มาดูแลผิวให้ห่างไกลจากแสงแดด ด้วยการเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีประสิทธิภาพ Provamed Pro-Balance UV Aqua Serum SPF50 PA++++ ครีมกันแดดสำหรับคนเป็นสิว ที่พัฒนาและค้นคว้าโดยผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ เนื้อครีม บางเบา ซึมซาบเร็ว พร้อมช่วยลดความมันสาเหตุของการเกิดสิว ทำให้ผิวเรียบเนียน สามารถใช้ได้ทุกวัน

    ช็อปสะดวกผ่านช่องทางออนไลน์, ห้างสรรพสินค้า และร้านขายยาใกล้บ้านคุณ