หมวดหมู่: Beauty Tips

  • ดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี เพื่อหลีกเลี่ยงแผลเป็นนูน

    ดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี เพื่อหลีกเลี่ยงแผลเป็นนูน

    การดูแลตัวเอง เพื่อเลี่ยงแผลเป็นนูน

    เพราะผิวหนังของคนเราเป็นส่วนที่อ่อนนุ่มและบอบบาง หากเจอกับการกระทบกระเทือนแม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้เกิดการระคายเคืองและทิ้งร่องรอยไว้ให้ดูต่างหน้า โดยเฉพาะการเกิดอุบัติเหตุ หรือการเข้ารับการผ่าตัดศัลยกรรม ที่มักทำให้เกิดรอยแผลเป็นที่ยากจะรักษา ยิ่งหากไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกวิธีก็อาจทำให้รอยแผลเป็นนั้นขยายใหญ่ จนกลายเป็นแผลเป็นนูนที่ยากจะปกปิดในที่สุด

    ขอชวนมารู้จักกับ 5 สิ่งที่ไม่ควรทำในการรักษารอยแผลเป็น ที่อาจเป็นสาเหตุของการเกิดแผลเป็นนูน พร้อมแนะนำการรักษาอย่างถูกต้องเพื่อบอกลาแผลเป็นกวนใจ ไม่ให้ลุกลามและกลายเป็นปัญหาใหญ่ในชีวิต!

    5 สิ่งที่ไม่ควรทำในการรักษารอยแผลเป็น

    1. แคะ แกะ เกาในระหว่างที่แผลเป็นกำลังเริ่มแห้ง หลาย ๆ คนมักจะเผลอนำมือไปแกะหรือเกาแผลอยู่บ่อย ๆ เพราะเชื่อว่าจะทำให้รอยแผลเป็นหายไว แท้จริงแล้วพฤติกรรมเหล่านี้เป็นสาเหตุหลักของการเกิดแผลเป็นนูน และยังอาจทำให้แผลอักเสบมากขึ้นอีกด้วย
    2. รัดแผลแน่นเกินไปการนำผ้ามารัดแผล ถือเป็นหนึ่งในกระบวนการที่จะช่วยให้ผิวหนังสามารถฟื้นฟูและสมานแผลได้เต็มที่ แต่ในทางกลับกัน การรัดแน่นที่เกินไปและไม่เปลี่ยนผ้าพันแผลระหว่างวัน อาจทำให้แผลหายช้าลงกว่าเดิม เพราะทำให้ผ้าไปเสียดสีกับบาดแผล และยังส่งผลให้บาดแผลเกิดการอับชื้น
    3. ปล่อยให้แผลโดนน้ำบ่อย ๆเรามักจะได้ยินว่า ในช่วงเวลาที่รักษาตัว ให้พยายามหลีกเลี่ยงการโดนน้ำ นั่นเป็นเพราะการโดนน้ำบ่อย ๆ อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ทำให้แผลเป็นลุกลามและเกิดอาการแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ ดังนั้นหากต้องการทำความสะอาด ให้ทำเพียงรอบ ๆ บาดแผลเท่านั้น หรือหากจำเป็นต้องทำความสะอาดด้านในแผล ควรเป็นการเช็ดเบา ๆ ด้วยน้ำเกลือ
    4. ปล่อยให้แผลโดนแดดอย่างที่เราทุกคนรู้กันดีว่า รังสี UV ในแสงแดดนั้นเป็นตัวการที่ทำให้ผิวหมองคล้ำ และทำให้เกิดจุดด่างดำ รวมถึงฝ้ากระฝังลึก ดังนั้นการที่เราปล่อยให้แผลโดนแดดบ่อย ๆ โดยที่ไม่ได้ทาครีมกันแดด หรือไม่ได้หาอุปกรณ์ป้องกัน ก็อาจทำให้รอยแผลกลายเป็นสีดำคล้ำที่ยากจะรักษา
    5. ปล่อยให้แผลหายเองโดยไม่ทายานอกจากพฤติกรรมการดูแลแผลที่ไม่ถูกต้องแล้ว การปล่อยแผลทิ้งไว้ให้หายเองโดยไม่ทายา ไม่หาวิธีรักษา ก็ยิ่งทำให้มีโอกาสเกิดแผลเป็นนูนสูง และอาจลุกลามกลายเป็นแผลที่รุนแรงได้อีกด้วย

    สิ่งที่ควรทำทันทีหลังเกิดอุบัติเหตุหรือหลังผ่าตัด เพื่อลดโอกาสเกิดแผลเป็นนูน

    ครีมทาแผลเป็นนูน เนื้อซิลิโคนเจล ประสิทธิภาพสูง

    • ทำความสะอาดแผลอย่างถูกวิธีการทำความสะอาดแผลที่ถูกวิธี สามารถทำได้ทั้งแบบแห้งและแบบเปียก ดังต่อไปนี้
      • ทำความสะอาดแผลแบบแห้ง: เหมาะสำหรับแผลขนาดเล็ก
        • ใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์พอหมาด นำมาเช็ดรอบ ๆ บาดแผล โดยห้ามไม่ให้สัมผัสกับส่วนแผลด้านใน เพราะอาจเป็นการทำลายเนื้อเยื่อ
        • หลังทำความสะอาดแล้ว ให้ปิดแผลด้วยผ้าก๊อซหรือพลาสเตอร์
      • ทำความสะอาดแผลแบบเปียก: เหมาะสำหรับแผลขนาดใหญ่ หรือแผลอักเสบ
        • ใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์พอหมาด นำมาเช็ดรอบ ๆ บาดแผลจนสะอาด เหมือนกับการทำความสะอาดแผลแบบแห้ง
        • เปลี่ยนสำลีก้อนใหม่ ชุบด้วยน้ำเกลือ หรือน้ำยาสำหรับทำความสะอาดแผลโดยเฉพาะ ค่อย ๆ เช็ดแผลด้านในอย่างเบามือ เพื่อฆ่าเชื้อโรคและดูดซับสิ่งคัดหลั่ง
        • เมื่อทำความสะอาดเรียบร้อย ให้ปิดแผลด้วยผ้าก๊อซตามขนาดของแผล
    • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์อาหารที่เหมาะกับการรักษาแผลเป็น ได้แก่ โปรตีน, วิตามินซี, ธาตุเหล็ก, สังกะสี และไขมันดี อาหารเหล่านี้มีคุณสมบัติช่วยในการสมานแผล ซ่อมแซมเนื้อเยื่อ และช่วยลดการอักเสบ หากรับประทานอย่างสม่ำเสมอ จะส่งผลให้รอยแผลฟื้นฟูได้ดียิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันควรงดอาหารบางประเภทที่อาจทำให้แผลอักเสบและหายช้า ได้แก่ แอลกอฮอล์, อาหารหมักดอง และอาหารรสจัด
    • ทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอเมื่อแผลเริ่มแห้งสนิทจนไม่จำเป็นต้องปิดแผล สิ่งที่ควรทำทันทีก็คือการทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF50+ PA++++ อย่างสม่ำเสมอก่อนออกแดด และควรทาซ้ำอีกครั้งในระหว่างวัน เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้รอยแผลเป็นกลายเป็นสีดำคล้ำ
    • ใช้ยาทาแผลเป็นนูนที่มีประสิทธิภาพ ในระยะเวลาที่เหมาะสม อีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยฟื้นฟูรอยแผล พร้อมป้องกันการเกิดแผลเป็นนูนอย่างได้ผล ก็คือการเลือกใช้ยาทาแผลเป็นที่มีประสิทธิภาพ โดยควรเลือกใช้ยาเนื้อซิลิโคนเจล เพราะมีคุณสมบัติช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและช่วยสมานแผล และควรมองหายาที่มาพร้อมส่วนผสมสำคัญอย่าง Vitamin E และ Vitamin C ที่จะช่วยเพิ่มความกระจ่างใส พร้อมฟื้นฟูรอยแผลเป็นให้นุ่มลง เมื่อทาอย่างต่อเนื่องหลังแผลเริ่มแห้ง จะช่วยให้แผลค่อย ๆ ดีขึ้นได้

    ขอแนะนำ ครีมทาแผลเป็นนูน PROVAMED SCAR SILICONE เจลลดรอยแผลเป็นเนื้อซิลิโคนใส ซึมไว ไม่เหนียวเหนอะหนะ เหมาะสำหรับรอยแผลเป็นจากอุบัติเหตุและแผลหลังผ่าตัดทุกชนิด มีส่วนประกอบของ CPX ฟิล์มปกป้องแผลเป็นในปริมาณเข้มข้นสูง ทำหน้าที่สร้างฟิล์มเคลือบ พร้อมรักษาความชุ่มชื้นบริเวณที่เกิดแผล และช่วยนำสารสำคัญ Epitensive ซึ่งเป็นโปรตีนจากพืช ให้ซึมลงสู่ผิว เพื่อกระตุ้นการสร้างโปรตีนในชั้นผิว ทำให้เกิดเนื้อเยื่อมาซ่อมแซมเซลล์ผิว ช่วยให้แผลที่แข็งนูน ดูนุ่มและเรียบเนียนขึ้น

    ช็อปสะดวกผ่านช่องทางออนไลน์, ห้างสรรพสินค้า และร้านขายยาใกล้บ้านคุณ

     

    ข้อมูลอ้างอิง:

    1. การทำแผล. สืบค้นเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2563 จาก https://www.paolohospital.com/th-TH/center/Article/Details/การทำแผล
  • วิธีรักษาแผลเป็นหลังทำตาสองชั้นฉบับจบครบที่เดียว

    วิธีรักษาแผลเป็นหลังทำตาสองชั้นฉบับจบครบที่เดียว

    การทำศัลยกรรมตาสองชั้น มักทำให้เกิดแผลบนเปลือกตา ดังนั้นหลังจากการผ่าตัดจึงมีโอกาสเกิดแผลเป็นได้ อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะฟังดูน่ากังวล แต่จริง ๆ แล้วก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่เพราะสามารถดูแลได้ โดยบทความนี้เราจะมาบอกต่อถึงการป้องกันไม่ให้เกิดแผลเป็นหลังทำตาสองชั้น ไปจนถึงการดูแลแผลเป็นหลังทำตาสองชั้นที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ติดตามได้เลย

    วิธีรักษาแผลเป็นหลังทำตาสองชั้น ที่ควรรู้

    จำเป็นไหมที่ทำตาสองชั้นแล้วต้องเกิดแผลเป็น?

    ก่อนที่จะไปถึงวิธีรักษาแผลเป็นหลังทำตาสองชั้น สิ่งที่ควรรู้ก่อนเป็นอันดับแรกคือ “จำเป็นไหมที่ทำตาสองชั้นแล้วต้องเกิดแผลเป็น?” ซึ่งคำตอบขึ้นอยู่กับปัจจัยหลากหลายประการดังต่อไปนี้

    • หนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดแผลเป็นหลังทำตาสองชั้น คือ เทคนิคการผ่าตัดที่ขาดความประณีต ย่อมทำให้มีโอกาสที่จะเกิดแผลเป็นมากขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ ยังเกิดได้จากปัจจัยเฉพาะของผู้เข้ารับการศัลยกรรม เช่น อายุ ประเภทของผิวหนัง และพันธุกรรม ก็ส่งผลต่อการเกิดแผลเป็นได้ด้วยเช่นกัน
    • นอกจากนี้ การติดเชื้อยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดแผลเป็นหลังการทำตาสองชั้น หากไม่ได้รับการดูแลหลังการผ่าตัดอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันการติดเชื้อ จึงอาจทำให้เกิดการอักเสบและเกิดแผลเป็นได้ นอกจากนี้ การถูหรือสัมผัสบริเวณที่ผ่าตัดมากเกินไปก็อาจส่งผลทำให้เกิดแผลเป็นได้เช่นกัน
    • ดังนั้นเพื่อลดโอกาสเสี่ยง จึงควรที่จะเลือกศัลยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ ได้รับการรับรองอย่างถูกต้อง และมีประสบการณ์สูง นอกจากนี้ การปฏิบัติตามคำแนะนำในการการดูแลแผลเป็นหลังทำตาอย่างเคร่งครัด รวมถึงหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่อาจทำให้เกิดการกระทบกระเทือนที่บริเวณผ่าตัด ก็จะสามารถช่วยลดโอกาสการเกิดแผลเป็นได้

    เทคนิคที่แพทย์ใช้ลดการเกิดแผลเป็น

    ก่อนที่จะไปถึงการรักษาแผลเป็นตาสองชั้นด้วยตัวเองหลังการผ่าตัด แพทย์ผู้ผ่าตัดย่อมมีเทคนิคที่จะช่วยป้องกันการเกิดแผลเป็น หรือทำให้มีความเสี่ยงน้อยที่สุดอยู่แล้ว โดยเทคนิคที่นิยมมีดังต่อไปนี้

    • หนึ่งในเทคนิคที่ให้ผลลัพธ์ดีที่สุด คือการใช้ไหมละลายแทนการเย็บแบบดั้งเดิมที่ต้องดึงออกหลังจากแผลหายดีแล้ว โดยไหมละลายผลิตจากวัสดุที่สลายตามธรรมชาติในร่างกายเมื่อเวลาผ่านไป ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องนัดติดตามผลเพื่อเอาออก สิ่งนี้จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดแผลเป็นจากการเย็บแผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    • อีกเทคนิคหนึ่งคือการทำแผลในตำแหน่งที่เหมาะสมซึ่งจะทำให้สามารถปกปิดแผลเป็นได้ โดยทั่วไปศัลยแพทย์จะทำการเปิดแผลในบริเวณรอยพับตามธรรมชาติของเปลือกตา ซึ่งจะทำให้มองเห็นได้น้อยลง นอกจากนี้ ศัลยแพทย์บางท่านอาจใช้เทคนิคที่เรียกว่าการทำตาสองชั้นแบบ “ซ่อนแผล” หรือ “ไร้แผลเป็น” โดยจะทำการเปิดแผลด้านในของเปลือกตาโดยไม่ทิ้งรอยแผลเป็นให้เห็น

    รักษาแผลเป็นตาสองชั้น ต้องทำยังไง

    เทคนิคดูแล สำหรับลดเลือนรอยแผลเป็นจากการทำตาสองชั้น

    อย่างไรก็ตาม ต่อให้ศัลยแพทย์จะเชี่ยวชาญและประณีตในกระบวนการทำตาสองชั้นมากเพียงใด แต่แผลเป็นก็ยังมีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอ ดังนั้นอีกหนึ่งสิ่งที่ควรทราบก่อนเข้ารับการศัลยกรรมตาสองชั้นคือเทคนิคการดูแลแผลเป็นหลังทำตาสองชั้นให้ลดเลือน ไปจนถึงจางหาย โดยมีทั้งวิธีที่สามารถทำเองได้ที่บ้าน หรือเข้ารับการรักษาแผลเป็นตาสองชั้นกับผู้เชี่ยวชาญ ดังต่อไปนี้

    • เลเซอร์เป็นหนึ่งในวิธีรักษาแผลเป็นหลังทำตาสองชั้นที่มีประสิทธิภาพที่สุด โดยเลเซอร์สามารถกำหนดเป้าหมายเนื้อเยื่อแผลเป็น จากนั้นจะเข้าไปทำลายรอยแผลและกระตุ้นการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อใหม่ให้แข็งแรง ผลลัพธ์ที่ได้คือแผลเป็นเรียบเนียนขึ้น สังเกตเห็นได้น้อยลง และตาสองชั้นที่ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น
    • การฉีดสเตียรอยด์เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการรักษาแผลเป็นตาสองชั้น โดยสเตียรอยด์จะเข้าไปลดการอักเสบและทำลายเนื้อเยื่อแผลเป็น
    • ปิดท้ายด้วยวิธีการดูแลแผลเป็นหลังทำตาสองชั้นที่ทุกคนสามารถทำเองได้ที่บ้าน คือการใช้ผลิตภัณฑ์เจลซิลิโคนลดรอยแผลเป็น โดยทาเจลบริเวณที่เกิดแผลเป็น ซึ่งเจลจะเข้าไปช่วยให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว ช่วยให้แผลสมานได้ดียิ่งขึ้น และเมื่อเวลาผ่านไป แผลเป็นก็จะนุ่มและเรียบเนียนขึ้น

    ถึงตรงนี้ หากกำลังมองหาครีมทารอยแผลเป็นหลังทำตาสองชั้น แนะนำ PROVAMED SCAR SILICONE เนื้อเจลซิลิโคนใส บางเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะ เนื่องจากมี CPX ปริมาณเข้มข้นสูง ทำหน้าที่ในการสร้างฟิลม์เคลือบ รักษาความชุ่มชื้นบริเวณที่เกิดแผล และช่วยนำสารสำคัญอย่าง Epitensive ซึ่งเป็นโปรตีนจากพืช (Plant-Epidermal Growth Factor) ซึมลงสู่ผิว กระตุ้นการสร้างโปรตีนให้กลายเป็นเนื้อเยื่อมาซ่อมแซมเซลล์ผิว ช่วยให้แผลที่แข็งนูน นุ่มและเรียบเนียนขึ้น

    ช็อปสะดวกผ่านช่องทางออนไลน์, ห้างสรรพสินค้า และร้านขายยาใกล้บ้านคุณ

     

    ข้อมูลอ้างอิง:

    1.Tips to Reduce Scars After Blepharoplasty Surgery . สืบค้นเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2566 จาก https://drmyint.com/blog/tips-to-reduce-scars-after-blepharoplasty-surgery#:~:text=Gently%20massage%20blepharoplasty%20scars%20with,hydration%20and%20reduce%20poor%20scarring.

     

  • การเลือกยาลดรอยแผลเป็นสำหรับแผลผ่าตัดและแผลศัลยกรรม

    การเลือกยาลดรอยแผลเป็นสำหรับแผลผ่าตัดและแผลศัลยกรรม

    วิธีเลือกยาลดรอยแผลเป็น สำหรับแผลผ่าตัด

    ผิวหนังของเราถือว่าเป็นส่วนที่มีความอ่อนโยนและบอบบาง เพียงแค่เกิดอุบัติเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็อาจทิ้งรอยแผลเป็นไว้นานหลายเดือน ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดศัลยกรรม มีดบาด น้ำร้อนลวก หรืออุบัติเหตุใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งนอกจากจะต้องกังวลกับกับการรักษาแผลแล้ว ยังต้องกังวลอีกด้วยว่ารอยแผลเป็นนั้นจะคงอยู่นานแค่ไหน และจะมีวิธีอย่างไรในการรักษาให้หายโดยไม่ทิ้งรอย วันนี้เราจะพาทุกคนมาเจาะลึกเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับยาลดรอยแผลเป็น มาดูกันว่าจะมีวิธีอย่างไรในการเลือกยาลดรอยแผลเป็นที่ใช่ พร้อมแนะนำการใช้อย่างถูกวิธี เพื่อลดรอยแผลเป็นหลังผ่าตัดอย่างมีประสิทธิภาพ

    ประโยชน์ของยาลดรอยแผลเป็น

    โดยปกติแล้วหลังจากที่เราได้รับบาดแผล หรือเข้ารับการผ่าตัดใด ๆ จนทำให้เกิดร่องรอยบนผิวหนัง ร่างกายของเราจะเริ่มต้นกระบวนการสมานแผลตามธรรมชาติ ซึ่งมักใช้เวลานานหลายเดือนกว่าที่รอยแผลจะหายดี และบางครั้งอาจหลงเหลือรอยดำคล้ำทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า จนกลายเป็นสิ่งที่รบกวนใจ ด้วยเหตุนี้ การใช้ ‘ยาลดรอยแผลเป็น’ ในระยะเวลาที่เหมาะสมหลังแผลเริ่มแห้ง และ
    ใช้ต่อเนื่องจนกว่าแผลจะหาย จึงเป็นวิธีที่จะป้องกันการเกิดแผลเป็นได้ ด้วยคุณสมบัติในการรักษาเนื้อเยื่อและฟื้นฟูรอยแผลเป็น นอกจากนี้ ยาบางชนิดยังมาพร้อมกับส่วนผสมที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น และลดโอกาสเกิดรอยดำได้อีกด้วย

    ยาลดรอยแผลเป็น สามารถใช้ลดรอยแผลเป็นแบบใดได้บ้าง

    • แผลเป็นนูน (Hypertrophic Scar) คือ แผลเป็นที่มีลักษณะเป็นเนื้อนูนขึ้นมา แต่ไม่เกินขอบเขตของรอยแผลเดิม ในระยะแรกอาจมาพร้อมกับอาการคันเล็กน้อย
    • แผลเป็นคีลอยด์ (Keloid Scar) คือ แผลเป็นที่มีลักษณะเป็นเนื้อนูน คล้ายกับแผลเป็นนูน แต่จะมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นจนออกนอกขอบเขตของรอยแผลเดิม อาจมีอาการคัน เจ็บ และรู้สึกตึงรั้งที่ผิวหนัง เนื่องจากการขยายของบาดแผล
    • แผลเป็นจากการศัลยกรรม คือ แผลเป็นที่เกิดจากการผ่าตัดศัลยกรรม ซึ่งหากไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกวิธีอาจกลายเป็นแผลคีลอยด์ได้
    • แผลเป็นจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวก คือ แผลที่เกิดจากการที่ผิวหนังสัมผัสกับความร้อนสูง ในระยะแรกจะมีลักษณะเป็นตุ่มพองใส จากนั้นจะกลายเป็นรอยแดง และตามมาด้วยอาการแสบร้อน สุดท้ายแล้วรอยแดงนั้นก็จะกลายเป็นรอยแผลเป็น

    วิธีเลือกยาลดรอยแผลเป็นที่มีประสิทธิภาพ

    ยาลดรอยแผลเป็นเนื้อเจลซิลิโคน ลดเลือนรอยแผลผ่าตัด

    • ข้อดีของยาลดรอยแผลเป็นเนื้อเจลซิลิโคนโดยปกติแล้ว ยาสำหรับลดเลือนรอยแผลเป็นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดก็คือ สูตรเนื้อเจลซิลิโคน ซึ่งมีจุดเด่นที่ความบางเบา ซึมไว และไม่ทิ้งความเหนียวเหนอะหนะไว้บนผิว ทั้งยังช่วยคงความชุ่มชื้น ทำให้ผิวบริเวณที่เกิดรอยแผลเป็นไม่แห้งกร้านอีกด้วย
    • ส่วนผสมใดบ้างที่ควรมองหาในการรักษารอยแผลเป็น
      • ซิลิโคน เป็นส่วนประกอบสำคัญในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ช่วยลดโอกาสเกิดรอยแผลเป็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในการรักษารอยแผลเป็นนั้น สามารถเลือกใช้ได้ทั้งซิลิโคนชนิดทาและชนิดแผ่นแปะ แต่ชนิดทาจะมาพร้อมกับคุณสมบัติที่ช่วยบรรเทาอาการคันได้มากกว่า ทั้งยังสะดวกต่อการรักษา เพราะเมื่อทาแล้วจะซึมลงผิวได้ทันที ไม่ต้องคอยเปลี่ยนแผ่นแปะ
      • Vitamin C มีคุณสมบัติช่วยลดเลือนรอยด่างดำ ทำให้รอยแผลเป็นจางไว
      • Vitamin E มีคุณสมบัติช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น และทำให้รอยแผลเป็นนุ่มขึ้น
        ส่วนผสมอื่น ๆ เช่น สารสกัดจากพืช ที่ช่วยลดเลือนรอยแดงรอยดำ
    • ส่วนผสมที่ควรหลีกเลี่ยงนอกจากส่วนผสมสำคัญที่ควรมองหาแล้ว ก็ยังมีส่วนผสมที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ แอลกอฮอล์และน้ำหอม เพราะเป็นส่วนผสมที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคือง และอาจทำปฏิกิริยากับแผล จนกลายเป็นรอยดำฝังลึกที่ยากจะรักษา

    การใช้ยาลดรอยแผลเป็นอย่างถูกวิธี ใช้อย่างไรให้หายเร็ว

    นอกเหนือไปจากการเลือกยาที่มีประสิทธิภาพ สิ่งที่จะช่วยลดรอยแผลเป็นจากอุบัติเหตุและการผ่าตัดให้หายไวยิ่งขึ้น ก็คือการใช้ยาอย่างถูกวิธี ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

    • ควรใช้ในขณะที่แผลแห้งปิดสนิท ไม่ควรใช้กับแผลสด
    • ก่อนทาควรล้างมือให้สะอาด และเช็ดมือให้แห้งก่อนทุกครั้ง
    • หมั่นทาบาง ๆ ที่รอยแผลเป็นอย่างสม่ำเสมอ และใช้อย่างต่อเนื่องทุกเช้า-เย็น
    • ควรใช้ขณะที่ผิวแห้งเท่านั้น ห้ามใช้กับผิวเปียก
    • ใช้ร่วมกับครีมกันแดด และพยายามหลีกเลี่ยงแสงแดดให้ได้มากที่สุด เพื่อป้องกันการเกิดรอยดำ

    ถึงแม้ว่าการดูแลรักษารอยแผลเป็นจะเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา และไม่อาจเห็นผลลัพธ์ได้ในชั่วข้ามคืน แต่การเลือกยาที่มีประสิทธิภาพ ร่วมกับการใช้ยาที่ถูกต้อง ก็จะช่วยให้กระบวนการสมานแผลและการซ่อมแซมผิวหนังเป็นไปได้ด้วยดี ช่วยให้แผลหายไว และลดโอกาสเกิดรอยแผลเป็นได้อย่างแน่นอน

    สำหรับใครที่กำลังมองหายาที่จะช่วยรักษารอยแผลเป็นได้อย่างเห็นผล ขอแนะนำ Provamed Scar Silicone ยาลดรอยแผลเป็นเนื้อเจลซิลิโคนใส ให้สัมผัสบางเบา ซึมไว ไม่เหนียวเหนอะหนะ มาพร้อมส่วนผสมสำคัญอย่าง Epitensive โปรตีนจากพืชที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับโปรตีนในผิว ช่วยให้รอยแผลเป็นค่อย ๆ อ่อนนุ่มและดูเรียบเนียนขึ้น, Vitamin C ที่ช่วยบำรุงผิวให้กระจ่างใส ลดเลือนรอยดำ และ Vitamin E ที่ช่วยบำรุงผิวให้ชุ่มชื้น พร้อมช่วยดูแลรอยแผลเป็นจากอุบัติเหตุและการผ่าตัดทุกประเภทได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ช็อปสะดวกผ่านช่องทางออนไลน์, ห้างสรรพสินค้า และร้านขายยาใกล้บ้านคุณ

  • รู้ทัน 5 ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับรอยแผลเป็นจากสิว

    รู้ทัน 5 ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับรอยแผลเป็นจากสิว

    5 ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับรอยแผลเป็นจากสิว

    เรื่อง ‘สิว’ ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ อีกต่อไป เพราะถึงแม้จะรักษาให้สิวยุบตัวลงไปแล้ว แต่ปัญหาที่ตามมาคือร่องรอยของแผลเป็นที่เกิดขึ้น ทั้งรอยดำ รอยแดง จนทำให้เราต้องมานั่งกังวลใจเพิ่มขึ้นไปอีก แต่ก่อนที่จะไปหาวิธีเพื่อแก้ปัญหาผิวหน้าที่เกิดจากสิว มารู้ทัน 5 ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับวิธีรักษารอยแผลเป็นจากสิวให้จางลง พร้อมแนะนำไอเทมครีมลดรอยแผลเป็นจากสิวที่ได้ผลจริงกัน!

    ปัญหารอยสิวที่ไม่ใช่เรื่องจิ๋ว

    เป็นสิวก็ทำให้หนักใจมากแล้ว แต่เมื่อสิวหายรอยแผลเป็นเกิดจากสิวกลับสร้างความลำบากใจให้มากกว่าเดิม แต่เพื่อให้การรักษารอยแผลเป็นเหล่านี้มีประสิทธิภาพ เรามารู้ถึงสาเหตุและประเภทของรอยสิวที่เกิดขึ้น เพื่อการรักษาที่ถูกต้องที่สุดกันดีกว่า

    สาเหตุการเกิดรอยสิว

    รอยสิว เป็นปัญหาผิวที่เกิดจากกระบวนการสมานแผลในรูขุมขน เมื่อผิวหนังแยกออกจากกัน ร่างกายจะส่งคอลลาเจนเข้าช่วยสมานและฟื้นฟูบาดแผล พร้อมกับส่งเซลล์เม็ดเลือดขาวมากำจัดเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมในส่วนนี้อย่างรวดเร็ว แต่เมื่อผิวบริเวณนั้นยังมีการสร้างเนื้อเยื่อที่ไม่สมบูรณ์ รวมถึงมีการรวมตัวของเม็ดสีเมลานินผิว จึงทำให้เกิดรอยสิวในรูปแบบต่าง ๆ บนผิวหนัง นอกจากนี้ พฤติกรรมบางอย่างก็ยังส่งผลให้แผลเป็นเหล่านี้ขยายตัวและหายได้ช้าลงอีกด้วย เช่น

    • การเป็นสิวอักเสบ : แผลเป็นเกิดจากสิวอักเสบ เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย เนื่องจากการอักเสบจากสิวจะเข้าไปทำลายคอลลาเจนและเนื้อเยื่อบริเวณที่เป็นสิว จนทำให้เกิดรอยแผล ซึ่งในบางรายอาจใช้เวลานานในการรักษาให้หาย
    • การแกะ หรือ แคะสิว : บางครั้งปัญหาสิวก็กวนใจเราอย่างมาก จนอาจทำให้รู้สึกรำคาญสายตา อีกทั้งยังมีอาการคัน ระคายเคือง จนต้องเอามือไปแคะ แกะ เกา แต่รู้หรือไม่ พฤติกรรมเหล่านี้ นอกจากทำให้สิวหายได้ช้าแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นให้เนื้อเยื่อผิวหนัง และรูขุมขนอักเสบมากขึ้น ทำให้เกิดรอยสิวและแผลเป็นได้อีกด้วย
    • การรักษาสิวที่ไม่ถูกวิธี : สำหรับหลาย ๆ คน ที่พึ่งเจอกับปัญหาสิว และเป็นมือใหม่กับเรื่องนี้ อาจยังไม่เข้าใจถึงวิธีการดูแลรักษาผิวหน้า รวมถึงมีความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับการรักษารอยแผลเป็นให้จางลง ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรม การเลือกใช้สกินแคร์ หรือการเลือกครีมลดรอยแผลเป็นจากสิวที่ไม่เหมาะสม ล้วนส่งผลให้ผิวบริเวณที่เกิดสิวอักเสบ และกลายเป็นแผลเป็นที่รักษาได้ยาก

    รู้จักประเภทของรอยสิว

    1. รอยดำ : เกิดจากผิวหนังถูกรบกวนจากการอักเสบของสิว และมีการซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่ยังไม่สมบูรณ์ ซึ่งการอักเสบยังไปกระตุ้นการผลิตเม็ดเมลานินผิดปกติ ซึ่งทำให้เกิดรอยดำบนผิวได้
    2. รอยแดง : เกิดจากผิวหนังถูกรบกวนจากการอักเสบของสิว ส่งผลให้การลำเลียงเลือดไปซ่อมแซมผิวทำงานผิดปกติ ทำให้เลือดใต้ผิวหนังเกิดการขยายตัว เห็นเป็นสีแดง ชมพู หรือม่วง
    3. รอยหลุมสิว : เกิดจากกระบวนการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ ที่มีคอลลาเจนไม่เพียงพอ ทำให้เนื้อเยื่อบางส่วนหายไป จนเกิดเป็นแผลหลุมสิว

    วิธีรักษารอยแผลเป็นจากสิว

    ความเชื่อผิด ๆ วิธีรักษารอยแผลเป็นจากสิว

     

    1. ปล่อยให้หายเอง โดยไม่รักษา

    หลายคนที่มักพบกับอาการเจ็บปวดจากปัญหาสิว มีความเชื่อที่ว่า วิธีรักษารอยแผลเป็นจากสิวที่ดีที่สุด คือการปล่อยให้สิวหายเอง ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด แต่วิธีที่เหมาะสมก็คือ หากว่ามีปัญหาสิวเกิดขึ้น ขั้นตอนแรกคือการดูแลทำความสะอาดผิวให้ดี พร้อมมองหายารักษาสิวที่เหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหารอยสิวที่รักษายากตามมา

    1. ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ออกฤทธิ์รุนแรงทำให้สิวหายเร็วและไม่เกิดรอยสิว

    รอยแผลเป็นจากสิว รักษายังไง? หลายคนอาจคิดว่าต้องเลือกให้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีฤทธิ์รุนแรง ถึงจะช่วยให้สิวหายได้ไว และไม่เกิดรอยแผลเป็น ซึ่งการรักษาด้วยวิธีนี้อาจตรงกันข้ามกับผลลัพธ์ที่เราต้องการอย่างเห็นได้ชัด เพราะผลิตภัณฑ์ที่มีฤทธิ์รุนแรง นอกจากไม่ทำให้สิวหายได้แล้ว ยังทำให้ผิวเกิดการระคายเคือง เซลล์ผิวเสียหาย และอาจทำให้เกิดรอยดำ รอยแดงอื่น ๆ ตามมาได้

    1. ปล่อยให้ผิวแห้งบ่อย ๆ เพื่อไม่ให้เกิดน้ำมันสะสม รอยสิวจะได้จางลง

    อีกหนึ่งความเชื่อผิด ๆ ที่ทำให้รอยแผลเป็นเกิดจากสิวลดลงได้ นั่นก็คือการปล่อยให้ผิวแห้ง แต่รู้หรือไม่ ว่าหากผิวที่เกิดสิวแห้งมากจนกลายเป็นผิวที่ขาดน้ำ จะมีการผลิตน้ำมันออกมาให้ผิวมากขึ้น ส่งผลให้เกิดสิวอุดตันได้ ซึ่งยิ่งจะทำให้รักษาได้ยาก รวมถึงยังจะทำให้เกิดรอยแผลเป็นได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

    1. ใช้วิตามินอีรักษารอยสิวตรง ๆ

    ถึงแม้ว่าวิตามินอีจะมีฤทธิ์ที่ช่วยลดรอยสิวพร้อมสร้างความชุ่มชื่นให้กับผิว แต่หากใช้ผิดวิธีก็อาจทำร้ายผิวของเราได้เช่นกัน อย่างการใช้วิตามินอีกับบริเวณที่เกิดรอยแผลจากสิวตรง ๆ อาจไปรบกวนกระบวนการสมานแผลและฟื้นฟูผิว ทำให้เกิดรอยหรือจุดด่างดำ รวมถึงอาจทำให้ผิวเกิดความระคายเคืองอีกด้วย

    1. เลือกใช้ยารักษารอยแผลเป็นเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์

    การเลือกยารักษาสิวอักเสบเอง โดยไม่ได้รับคำปรึกษาจากแพทย์ อาจส่งผลให้เกิดการอักเสบ และทำให้สิวลุกลามเพิ่มขึ้นได้ ดังนั้น หากใครที่เพิ่งเริ่มเป็นสิว และกำลังมองหายารักษาสิวประเภทต่าง ๆ ควรปรึกษาแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องผิวก็จะเหมาะสมที่สุด หรืออาจใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองโดยแพทย์ผิวหนัง ก็จะตอบโจทย์กับการรักษารอยแผลเป็นมากที่สุด

    สำหรับใครที่กำลังมองหาครีมลดรอยแผลเป็นจากสิว ขอแนะนำ Provamed Post Acne Scar Gel เจลลดรอยสิว รอยแดง ที่จะช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้น ด้วยสารสกัด Epitensive ซึ่งเป็นนวัตกรรมโปรตีนจากพืช (Plant Epidermal Growth Factor) ช่วยฟื้นฟูผิว ลดปัญหารอยแผลและหลุมสิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และได้รับการรับรองจากเเพทย์ผิวหนังว่าอ่อนโยนต่อผิว
    ช็อปสะดวกผ่านช่องทางออนไลน์, ห้างสรรพสินค้า และร้านขายยาใกล้บ้านคุณ

  • 5 วิธีปกปิดรอยแผลเป็นฉบับง่าย ไม่ต้องพึ่งหมอ!

    5 วิธีปกปิดรอยแผลเป็นฉบับง่าย ไม่ต้องพึ่งหมอ!

    วิธีปกปิดรอยแผลเป็น ง่าย ๆ ทำได้ที่บ้าน

    เชื่อว่า ‘รอยแผลเป็น’ คือปัญหาผิวหนังที่ไม่มีใครอยากเจอ เพราะถึงแม้จะไม่ร้ายแรงแต่ก็น่ารำคาญใจไม่น้อย โดยเฉพาะรอยแผลเป็นในจุดที่เห็นได้ชัด เช่นบนใบหน้าหรือนอกร่มผ้า ที่นอกจากจะทำให้ไม่กล้าใส่เสื้อผ้าที่โชว์ผิวแล้ว ยังส่งผลต่อความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวันด้วย อย่างไรก็ตาม อย่าเพิ่งวิตกกังวลไป เพราะเมื่อมีปัญหาก็ย่อมมีทางแก้ โดยบทความนี้จะมาแนะนำ 5 วิธีปกปิดรอยแผลเป็นฉบับง่าย ๆ ไม่ต้องพึ่งหมอ สามารถนำไปประยุกต์ตามได้

    แผ่นซิลิโคน

    แผ่นซิลิโคนถือเป็นวิธีปกปิดรอยแผลเป็นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดวิธีหนึ่ง เนื่องจากลงทุนไม่มาก แต่ได้ผลดี โดยแผ่นเหล่านี้ผลิตจากซิลิโคนเกรดทางการแพทย์ มีหลายรูปทรงและขนาดเพื่อให้พอดีกับแผลเป็นประเภทต่าง ๆ สำหรับข้อดีของแผ่นซิลิโคนก็คือ สามารถช่วยลดการมองเห็นของแผลเป็นและยังช่วยให้ผิวชุ่มชื้น เมื่อใช้เป็นประจำแผ่นซิลิโคนจะทำให้แผลเป็นนิ่มและแบนลง ทำให้สังเกตเห็นได้น้อยลงอีกด้วย

    รอยสักปกปิดรอยแผลเป็น

    การใช้รอยสักเพื่อปกปิดรอยแผล เป็นวิธีปกปิดรอยแผลเป็นที่เหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบการสักเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว รวมถึงผู้ที่เคยนึกอยากสัก แต่ก็ไม่มีโอกาสหรือความกล้าเสียที การเกิดรอยแผลเป็นก็อาจเป็นฤกษ์งามยามดีที่บอกว่าถึงเวลาที่ต้องสักเสียทีแล้ว!

    สำหรับบางคน แผลเป็นสามารถเป็นเครื่องย้ำเตือนถึงประสบการณ์และเรื่องราวในอดีต ดังนั้น การสักเพื่อปกปิดรอยแผลเป็นอาจเป็นวิธีหนึ่งในการเปลี่ยนความทรงจำที่เจ็บปวดให้กลายเป็นสิ่งที่สวยงามได้อย่างลงตัวที่สุด อีกทั้งการสักทับรอยแผลเป็นยังสามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องเตือนใจ ว่าเราก้าวข้ามผ่านสิ่งที่อยากลบเลือนในอดีตได้แล้ว ดังนั้นนอกจากจะได้รอยสักสวย ๆ ที่ตนเองชอบแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างความมั่นใจและสุขภาพจิตได้อีกด้วย

    อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกรอยแผลเป็นที่เหมาะสำหรับการสัก สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องรอจนกว่าแผลเป็นหายสนิท และทิ้งช่วงเวลาไว้ระยะหนึ่งก่อนที่จะไปสัก เนื่องจากเนื้อเยื่อแผลเป็นมีความบอบบางมากกว่าผิวหนังปกติ และอาจไม่สามารถกักเก็บน้ำหมึกได้ดีเช่นเดียวกับผิวหนังทั่วไป ทำให้การหาช่างสักฝีมือดีก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ต้องคิดให้รอบคอบด้วยเช่นกัน

    ใช้คอนซีลเลอร์ปกปิดรอยแผลเป็น

    คอนซีลเลอร์เป็นผลิตภัณฑ์แต่งหน้ายอดนิยมที่ใช้ในการปกปิดรอยตำหนิ ความหมองคล้ำ และร่องรอยอื่น ๆ บนผิวที่ไม่อยากให้ผู้อื่นเห็น แน่นอนว่ารวมถึงรอยแผลเป็นด้วยเช่นกัน ดังนั้นการใช้คอนซีลเลอร์จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีปกปิดรอยแผลเป็นที่ไม่ยุ่งยากที่เราอยากแนะนำ

    ขั้นตอนแรกในการปกปิดรอยแผลเป็นด้วยคอนซีลเลอร์ คือการเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม โดยควรเป็นคอนซีลเลอร์ที่มีคุณสมบัติในการปกปิดสูงและเข้ากับสีผิวของคุณ รวมถึงมีเนื้อครีมที่เกลี่ยง่าย แต่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เนื้อสัมผัสมีความหนาเกินไป เพราะจะยิ่งดึงความสนใจให้สังเกตเห็นรอยแผลเป็นได้ชัดเจน

    สำหรับขั้นตอนการใช้คอนซีลเลอร์นั้น ควรใช้ปริมาณเพียงเล็กน้อยแต้มลงบนรอยแผลเป็นโดยตรง จากนั้นใช้แปรงหัวแหลมขนาดเล็กค่อยๆ เกลี่ยคอนซีลเลอร์ให้เข้ากับผิวบริเวณรอบ ๆ อย่างบรรจงที่สุด และยิ่งรอยแผลเป็นใหญ่หรือนูนมากเท่าไร ก็ยิ่งต้องทำขั้นตอนนี้ซ้ำหลาย ๆ ครั้ง

    แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องเซ็ตคอนซีลเลอร์ด้วยแป้งเพื่อให้แน่ใจว่าคอนซีลเลอร์จะติดทนตลอดวัน โดยเลือกแป้งโปร่งแสงหรือแป้งที่เข้ากับสีผิวของคุณ จากนั้นใช้แปรงขนนุ่มปัดเบา ๆ ให้ทั่วบริเวณที่ปกปิด

    แน่นอนว่าการใช้คอนซีลเลอร์ไม่ใช่วิธีวิธีปกปิดรอยแผลเป็นที่หมดจด หรือช่วยลดเลือนรอยแผลเป็นได้สมบูรณ์ แต่ผลลัพธ์ก็ช่วยสร้างความมั่นใจในชีวิตประจำวันได้ไม่น้อยแน่นอน

    เซลฟ์แทนเนอร์ปกปิดรอยแผลเป็น

    เซลฟ์แทนเนอร์คือผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางชนิดหนึ่งที่ใช้สำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มสีแทนลงบนผิวหนัง โดยไม่ต้องไปอาบแดด ซึ่งอาจทำให้ผิวหนังต้องสัมผัสกับรังสียูวีที่เป็นอันตราย และนอกจากนั้น เซลฟ์แทนเนอร์ยังสามารถใช้เป็นหนึ่งในวิธีปกปิดรอยแผลเป็นได้เช่นกัน

    เมื่อใช้เซลฟ์แทนเนอร์เพื่อปกปิดรอยแผลเป็น สิ่งสำคัญคือต้องเตรียมผิวให้พร้อมโดยการขัดผิวด้วยสครับอย่างอ่อนโยน เพื่อช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วและสร้างพื้นผิวที่เรียบเนียน อีกทั้งยังจะทำให้เซลฟ์แทนเนอร์ติดทนอยู่บนผิวหนังได้นาน หลังจากนั้นก็ค่อย ๆ เกลี่ยเซลฟ์แทนเนอร์ลงไปบนจุดที่ต้องการอย่างประณีตบรรจงที่สุด โดยอาจค่อย ๆ ไล่เฉดให้เข้ากับสีผิวบริเวณใกล้เคียง ไม่ให้บริเวณที่มีรอยแผลเป็นโดดเด่นขึ้นมา

    สวมใส่เสื้อผ้าปกปิดรอยแผลเป็น

    เรียกว่าเป็นวิธีปกปิดรอยแผลเป็นที่ง่ายดายที่สุด และหลายคนก็คงเลือกใช้วิธีนี้เป็นประจำอยู่แล้ว นั่นก็คือการสวมใส่เสื้อผ้าเพื่อปกปิด ซึ่งเรามีเคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ มาแนะนำดังต่อไปนี้

    • เลือกเนื้อผ้าที่เหมาะสม: เนื้อผ้าที่เลือกส่งผลโดยตรงต่อการปกปิดรอยแผลเป็น แนะนำให้เลือกผ้าที่มีเนื้อหนาและทึบแสง เช่น ผ้าฝ้าย เดนิม หรือผ้าวูล ตรงกันข้าม หลีกเลี่ยงผ้าโปร่งบางที่อาจเผยให้เห็นรอยแผลเป็น
    • อุปกรณ์เสริมช่วยได้: ไม่ว่าจะเป็นผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ หรือเครื่องประดับ สามารถใช้เพื่อดึงดูดความสนใจจากรอยแผลเป็นได้ดีไม่น้อย  อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มมิติที่น่าสนใจให้กับลุคการแต่งกายได้อีกด้วย

    ครีมทาแผลศัลยกรรม คุณภาพดี แนะนำ

    ใช้เจลซิลิโคน

    ปิดท้ายบทความนี้ด้วยวิธีปกปิดรอยแผลเป็นที่ง่าย ใคร ๆ ก็สามารถทำได้ แถมยังได้ผลดี นั่นคือการทายาลดรอยแผลเป็นเนื้อเจลซิลิโคน ซึ่งสามารถช่วยลดการมองเห็นของแผลเป็นโดยการสร้างชั้นป้องกันบาง ๆ เหนือผิวบริเวณนั้น

    เจลซิลิโคนทำงานโดยให้ความชุ่มชื้นแก่แผลเป็น และปกป้องจากปัจจัยภายนอกที่อาจเป็นอันตราย เช่น แบคทีเรีย และรังสียูวี ส่งผลทำให้เนื้อเยื่อบริเวณแผลเป็นเรียบและแบนลง ใช้ได้ทั้งแผลเป็นเก่าและใหม่ ปลอดภัยกับทุกสภาพผิว เรียกได้ว่าเป็นวิธีปกปิดรอยแผลเป็นที่ง่าย สะดวก ไม่สร้างความเจ็บปวด

    Provamed Scar Silicone ตัวเลือกแห่งการลดเลือนรอยแผลเป็น

    สำหรับใครที่กำลังมองหาเจลซิลิโคนหรือครีมทาแผลศัลยกรรม ที่จะช่วยลดเลือนรอยแผลเป็นได้อย่างเห็นผล ขอแนะนำ Provamed Scar Silicone เนื้อเจลซิลิโคนใส ให้สัมผัสบางเบา ซึมไว ไม่เหนียวเหนอะหนะ มาพร้อมส่วนผสมสำคัญอย่าง Epitensive โปรตีนจากพืชที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับโปรตีนในผิว ช่วยให้รอยแผลเป็นค่อย ๆ อ่อนนุ่มและดูเรียบเนียนขึ้น, Vitamin C ที่ช่วยบำรุงผิวให้กระจ่างใส ลดเลือนรอยดำ และ Vitamin E ที่ช่วยบำรุงผิวให้ชุ่มชื้น พร้อมช่วยดูแลรอยแผลเป็นจากอุบัติเหตุและการผ่าตัดทุกประเภทได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ช็อปสะดวกผ่านช่องทางออนไลน์, ห้างสรรพสินค้า และร้านขายยาใกล้บ้านคุณ

  • ครีมทาแผลศัลยกรรมประสิทธิภาพสูง บอกลารอยแผลเป็นนูนอย่างได้ผล

    ครีมทาแผลศัลยกรรมประสิทธิภาพสูง บอกลารอยแผลเป็นนูนอย่างได้ผล

    การดูแลแผลศัลยกรรมให้หายไว ไม่ทิ้งรอย

    สำหรับใครที่เข้ารับการผ่าตัดศัลยกรรม เพื่อแก้ไขจุดบกพร่องหรือเสริมจุดที่โดดเด่นให้ใบหน้าดูสวยเข้ารูป เชื่อว่านอกจากผลลัพธ์ที่ได้แล้ว สิ่งหนึ่งที่ทุกคนคาดหวังก็คือการที่ไม่มีรอยแผลเป็นหลงเหลือไว้ให้กวนใจ เพราะไม่เช่นนั้นอาจกลับกลายเป็นการสร้างความไม่มั่นใจแทนได้ ขอชวนมารู้จักกับแนวทางการดูแลตัวเองหลังศัลยกรรมอย่างถูกวิธี เพื่อลดอาการบวมช้ำ และป้องกันการเกิดรอยแผลเป็นนูนและแผลเป็นคีลอยด์กวนใจ พร้อมแนะนำการเลือกครีมทาแผลศัลยกรรมที่มีประสิทธิภาพ เพื่อการรักษารอยแผลเป็นอย่างเห็นผล

    สาเหตุที่ทำให้เกิดรอยแผลเป็นหลังศัลยกรรม

    หลังจากที่เราเข้ารับการผ่าตัดศัลยกรรม ผิวหนังของเราจะต้องเกิดรอยบาดแผลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยปกติแล้วจะต้องใช้เวลาตั้งแต่ 1-3 เดือนขึ้นไปกว่าที่แผลจะแห้งและหายสนิท ซึ่งกระบวนการรักษาแผลนี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดรอยแผลเป็นทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า ไม่ว่าจะเป็นรอยแผลทั่วไปที่มีลักษณะเป็นสีแดงคล้ำ หรือแผลเป็นนูนและแผลเป็นคีลอยด์ ที่มีลักษณะเป็นเนื้อนูนใหญ่จนสังเกตเห็นได้เด่นชัด มาดูกันว่าแผลเป็นหลังศัลยกรรมเหล่านี้เกิดจากสาเหตุใดได้บ้าง

    • เกิดจากกระบวนการรักษาแผลของร่างกาย ที่พยายามสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาเพื่อซ่อมแซมส่วนที่เกิดแผล ซึ่งหากร่างกายสร้างเนื้อเยื่อมากเกินไป ก็จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของแผลเป็นนูนและแผลเป็นคีลอยด์
    • เกิดจากผิวหนังมีการขยับหรือเคลื่อนไหวมากเกินไป จนผิวหนังในบริเวณที่เกิดบาดแผลไม่สามารถสมานกันได้ตามปกติ
    • เกิดจากการรักษาแผลที่ไม่ถูกวิธี เช่น การสัมผัสกับแผลบ่อย ๆ , การรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม รวมถึงการทำความสะอาดแผลแบบผิด ๆ

    สำหรับแผลเป็นทั่วไปที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก และมีเพียงรอยแดงคล้ำเกิดขึ้นบนผิว อาจหายได้ในระยะเวลาไม่นาน แต่แผลเป็นนูนหรือแผลเป็นคีลอยด์นั้นเป็นแผลที่ถือว่ามีความรุนแรงและมีขนาดใหญ่ หากปล่อยไว้ก็อาจลุกลามและกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้ ด้วยเหตุนี้ ขั้นตอนการดูแลตัวเองหลังศัลยกรรมอย่างถูกต้อง ตลอดจนการเลือกครีมทาแผลศัลยกรรมที่เหมาะสม จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้เข้ารับการผ่าตัดทุกคนไม่ควรมองข้าม

    การปฏิบัติตัวหลังศัลยกรรมอย่างถูกวิธี: ไม่อยากมีรอยแผลเป็น ต้องดูแลตัวเองอย่างไร?

    ครีมทาแผลศัลยกรรม บอกลารอยแผลนูน แผลคีลอยด์

    การดูแลแผลศัลยกรรมไม่ให้บวมช้ำ

    • ประคบเย็น ควรทำทันทีหลังผ่าตัดเสร็จ และประคบอย่างต่อเนื่องไปอีก 48 ชั่วโมง แต่ข้อควรระวังก็คือ หากเป็นการผ่าตัดเสริมจมูกหรือเสริมคาง ให้ประคบในบริเวณรอบ ๆ แทนการประคบลงไปยังตำแหน่งนั้น ๆ โดยตรง เพื่อป้องกันไม่ให้ซิลิโคนเคลื่อนตัว
    • นอนหมอนสูง ในช่วง 3-5 วันแรกหลังผ่าตัดศัลยกรรม จะช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ช่วยลดอาการบวม
    • รับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง ควรรับประทานอย่างต่อเนื่องในระยะเวลาที่แพทย์กำหนด เพื่อบรรเทาการอักเสบและลดการบวมช้ำ
    • ระวังไม่ให้แผลโดนน้ำอย่างน้อย 7 วัน เพื่อป้องกันการติดเชื้อ

    อาหารที่ควรรับประทานและควรเลี่ยง

    การเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม ถือเป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับที่จะช่วยลดอาการบวมช้ำ และช่วยให้แผลหายไวยิ่งขึ้น ซึ่งหลัก ๆ แล้วอาหารที่จะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้ไว และช่วยให้กระบวนการรักษาแผลเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมีอยู่ด้วยกันดังต่อไปนี้

    • น้ำเปล่าสะอาด ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อช่วยให้เซลล์ผิวหนังสมานตัวได้ดียิ่งขึ้น
    • อาหารที่มีโปรตีนสูง เพื่อช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสียหาย เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ และนม
    • อาหารที่มีวิตามินซีสูง เพื่อช่วยเร่งกระบวนการสมานแผล เช่น ผักและผลไม้
    • อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เพื่อช่วยลดการอักเสบและลดโอกาสติดเชื้อ เช่น ผักใบเขียว ธัญพืช และเครื่องในสัตว์
    • อาหารที่อุดมไปด้วยไขมันดี เพื่อช่วยฟื้นฟูบาดแผล เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว อโวคาโด และอัลมอนด์

    ซึ่งนอกจากอาหารที่ควรรับประทานแล้ว ก็ยังมีกลุ่มอาหารบางชนิดที่ควรหลีกเลี่ยง เพื่อป้องกันไม่ให้แผลติดเชื้อ ได้แก่

    • อาหารหมักดองและอาหารแปรรูป
    • อาหารรสจัดทุกประเภท เช่น เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เค็มจัด
    • อาหารที่ไม่ได้ผ่านการปรุงให้สุกอย่างถูกต้อง
    • อาหารทะเล เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา
    • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

    การเลือกครีมทาแผลศัลยกรรมที่มีประสิทธิภาพ

    นอกจากการดูแลตัวเองเหล่านี้แล้ว อีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยให้แผลหลังการผ่าตัดศัลยกรรมหายไวยิ่งขึ้น โดยไม่ทิ้งร่องรอยเหลือไว้ให้กวนใจ ก็คือการเลือกครีมทาแผลศัลยกรรมที่เหมาะสม ซึ่งนอกจากจะช่วยฟื้นฟูรอยแผลเป็นทั่วไปได้แล้ว ยังช่วยดูแลแผลเป็นนูนและแผลเป็นคีลอยด์ให้ยุบตัวได้อีกด้วย โดยมีหลักในการเลือกดังต่อไปนี้

    • เลือกครีมทาแผลที่เป็นเนื้อซิลิโคนเจล เพื่อช่วยคงความชุ่มชื้นให้กับแผล
    • ควรเลือกครีมที่มาพร้อมส่วนผสมสำคัญอย่าง Vitamin C และ Vitamin E เพื่อช่วยบำรุงให้รอยแผลจางไวยิ่งขึ้น และช่วยบำรุงให้แผลเป็นชุ่มชื้น ไม่แห้งกร้าน เพราะหากแผลแห้งเกินไปก็อาจทำให้ปริแตกและมีความรุนแรงมากขึ้น
    • ไม่ควรมีส่วนผสมที่อาจก่อความระคายเคือง เช่น แอลกอฮอล์และน้ำหอม

    ดูแลรอยแผลเป็นหลังศัลยกรรมหรือหลังผ่าตัด ด้วย Provamed Scar Silicone ครีมทาแผลศัลยกรรมประสิทธิภาพสูง ช่วยบอกลารอยแผลเป็นนูน และแผลเป็นคีลอยด์ อย่างเห็นผล มาในรูปแบบเนื้อเจลซิลิโคนใส บางเบา ซึมไว ไม่เหนียวเหนอะหนะ พร้อมส่วนผสมสำคัญที่ช่วยให้รอยแผลอ่อนนุ่มและเรียบเนียน ปราศจากแอลกอฮอล์และน้ำหอม สามารถใช้ได้กับแผลที่เกิดจากการผ่าตัดทุกชนิด

    ช็อปสะดวกผ่านช่องทางออนไลน์, ห้างสรรพสินค้า และร้านขายยาใกล้บ้านคุณ

  • สิวมีกี่ประเภท มีวิธีการดูแลและรักษาอย่างไร?

    สิวมีกี่ประเภท มีวิธีการดูแลและรักษาอย่างไร?

    รู้จักและเข้าใจประเภทของสิว

    หนึ่งในปัญหาผิวที่สร้างความกังวลใจให้กับทั้งผู้ชายผู้หญิง โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่น นั่นก็คือการเป็น “สิว” แต่หลาย ๆ คนอาจจะสังเกตว่า ทำไมสิวของแต่ละคนถึงมีลักษณะที่แตกต่างกัน วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับประเภทของสิวว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร พร้อมแนะนำ 5 ทริคง่าย ๆ ที่จะช่วยหยุดปัญหาสิวไม่ให้เกิดซ้ำ ใครอยากรู้ห้ามพลาดเลยนะ!

    รู้จักการอุดตันของ “คอมีโดน” ในรูขุมขน

    คอมีโดน (Comedones) เป็นปฏิกิริยาของก้อนไขมันอุดตันในรูขุมขนที่ส่งผลทำให้เกิดสิวประเภทต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 4 อย่าง ดังนี้

    1. น้ำมัน ที่เป็นความมันบนผิวหน้า เกิดจากอาหารที่กิน หรือเป็นน้ำมันที่ผสมอยู่ในเครื่องสำอาง เป็นสารที่ทำผิวเกิดความระคายเคือง เสี่ยงต่อการอุดตันได้ง่าย
    2. ขนอ่อน เป็นขนที่อยู่ในรูขุมขน ซึ่งหากไม่สามารถงอกออกมาได้ ก็จะกระจุกตัวรวมกันทำให้เกิดการอุดตัน
    3. เซลล์ผิวที่ลอกตัว โดยปกติเซลล์ผิวจะมีการผลัดตัวอยู่เสมอ แต่หากเกิดความผิดปกติจากทั้งโรคผิวหนังบางชนิด หรือการใช้สกินแคร์ที่มี AHA, BHA มากเกินไป ผิวจะมีการผลัดตัวมากขึ้น ส่งผลให้มีชั้นขี้ไคลเพิ่มขึ้นและอาจทำให้เกิดการอุดตันได้ง่าย
    4. เชื้อโรค แบคทีเรีย และมลพิษทางอากาศต่าง ๆ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปัญหาสิวแย่ลง เพราะมักส่งผลให้เกิดการอักเสบของสิว

    สิวมีกี่ประเภท แตกต่างกันอย่างไร?

    สิวประเภทไม่อักเสบ (Non-Inflammatory Acne) เป็นประเภทของสิวที่กดแล้วจะไม่มีอาการเจ็บ ซึ่งมีหลายชื่อให้เรียกแตกต่างกันออกไป ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทดังนี้

    • สิวหัวดำ : เป็นการอุดตันหัวสิวแบบเปิด มีลักษณะเป็นตุ่มเม็ดเล็ก มีหัวสีดำบนผิวหนัง ซึ่งเกิดจากการอุดตันของเส้นขน เนื้อเยื่อและไขมันในรูขุมขน แล้วทำปฏิกิริยากับเม็ดเมลานินของสีผิว ทำให้เปลี่ยนเป็นสีดำ หรืออาจเรียกอีกชื่อว่าสิวเสี้ยนก็ได้ ซึ่งหากสัมผัสจะรู้สึกได้ถึงความนูนและผิวสาก ๆ โดยสามารถทำการรักษาได้ด้วยการกดออก
    • สิวหัวขาว : เป็นการอุดตันหัวสิวแบบปิด มีลักษณะเป็นตุ่มเม็ดเล็ก มีหัวสีขาวบนผิวหนัง ซึ่งเกิดการจากการอุดตันของเชื้อแบคทีเรีย ที่ยังไม่ได้เกิดปฏิกิริยากับออกซิเจน จึงยังไม่อักเสบ สามารถรักษาด้วยการใช้ยาละลายสิว เพื่อให้หัวสิวเปิดแล้วค่อยกดออก

    สิวอักเสบ (Inflammatory Acne) เป็นประเภทของสิวที่พัฒนามาจากสิวอุดตันที่กดแล้วจะมีอาการเจ็บ ที่เกิดจากการอักเสบบริเวณรูขุมขนและต่อมไขมันใต้ผิวหนัง ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภทดังนี้

    • สิวตุ่มนูนแดง : เป็นสิวอักเสบในระยะแรก มีลักษณะเป็นตุ่มขนาดเล็ก แต่จะมีอาการบวมและเป็นนูนแดงขึ้นมาเล็กน้อย สามารถรักษาโดยการใช้ยารักษาสิว และหมั่นทำความผิวหน้าเป็นประจำ
    • สิวหัวหนอง : เป็นสิวอักเสบในระยะที่สอง มีลักษณะเป็นตุ่ม มีอาการบวม แดง และมีหนองร่วมด้วย ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อโรคหรือเชื้อแบคทีเรีย พร้อมกับการอุดตันของรูขุมขน สามารถรักษาได้โดยใช้ยารักษาสิวหัวหนอง
    • สิวซีสต์ : เป็นประเภทของสิวที่มีการอักเสบรุนแรง ที่เกิดจากเชื้อรา Malassezia ซึ่งสามารถพบได้ที่ผิวหนังของทุกคน มีลักษณะเป็นตุ่มเล็ก ๆ แดง และมีตุ่มหนองปะปน สามารถรักษาได้ด้วยยารักษาสิวยีสต์ และควรหมั่นล้างหน้าให้สะอาดหมดจด แต่หากมีอาการรุนแรงมากควรเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์

    สิวมีกี่ประเภท มีวิธีการดูและรักษาอย่างไร

    5 ทริคง่าย ๆ ป้องกันปัญหาสิวบุก เกิดซ้ำ!

    1. ทุกครั้งก่อนล้างหน้า ควรหมั่นเช็ดเครื่องสำอางและสิ่งสกปรกบนใบหน้าให้สะอาดด้วยคลีนซิ่งในขั้นตอนแรก
    2. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะสมกับผิวที่เป็นสิว หรือเป็นสูตรอ่อนโยน ไม่มีสารเคมี ไม่มีน้ำมันเพื่อกำจัดต้นเหตุของการเกิดสิว
    3. หลีกเลี่ยงการล้างหน้าบ่อย ๆ เพราะอาจทำให้ผิวเกิดความระคายเคือง ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้ผิวเกิดสิวได้ง่ายขึ้น
    4. เลือกใช้สกินแคร์ที่มีประสิทธิภาพช่วยลดการอุดตันบนในหน้า พร้อมปรับสภาพรูขุมขนให้กระชับมากขึ้น
    5. หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับใบหน้าของตัวเอง เพื่อไม่ให้เชื้อโรคเกาะติดกับผิวหน้า รวมถึงหากเป็นสิวไม่ควรแคะ แกะ เกา หรือบีบ เพราะจะทำให้สิวอักเสบได้ง่าย และหายได้ยากขึ้น

    รู้กันไปแล้ว ว่าประเภทและลักษณะของสิวต่าง ๆ รวมถึงวิธีการดูแลผิวไม่ให้สิวเข้าใกล้มีอะไรบ้าง แต่หากอยากดูแลผิวหน้าให้ไกลสิวแบบเห็นผลลัพธ์ที่ดี พร้อมกับช่วยป้องกันสิวไม่ให้เกิดซ้ำ ตัวช่วยอย่างเจลแต้มสิวประสิทธิภาพสูงจาก Provamed Acne Spot Gelม คือหนึ่งในคำตอบ เพราะช่วยให้สิวยุบไว ไม่ทิ้งรอยดำ ไม่ทำให้ผิวแห้งลอก แถมช่วยลดสิวเฉพาะจุดได้ ให้ผิวกลับมาแข็งแรงและดูสุขภาพดีอีกครั้ง

    ช็อปสะดวกผ่านช่องทางออนไลน์, ห้างสรรพสินค้า และร้านขายยาใกล้บ้านคุณ

    ผลิตภัณฑ์ลดปัญหาการเกิดสิว

  • รู้ทันปัญหาผิว พร้อมวิธีรักษาฝ้า กระ เพื่อผิวหน้าที่เนียนใส

    รู้ทันปัญหาผิว พร้อมวิธีรักษาฝ้า กระ เพื่อผิวหน้าที่เนียนใส

    ตอบข้อสงสัย ฝ้า กระ เกิดจากอะไร

    หนึ่งในปัญหาจุดด่างดำบนใบหน้าที่สร้างความไม่มั่นใจให้กับหลาย ๆ คน คงจะหนีไม่พ้นปัญหาฝ้าและกระต่าง ๆ ซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่ใบหน้าของเราต้องเจอกับแสงแดดอยู่บ่อยครั้งโดยที่ไม่มีการป้องกันใด ๆ แต่รู้หรือไม่ว่า ปัญหาฝ้า กระ นั้นเกิดได้จากหลายปัจจัยไม่เพียงแค่การโดนแสงแดดเท่านั้น!

    มารู้ทันปัญหาผิว และไปหาคำตอบกันว่า ฝ้า กระ เกิดจากอะไรได้บ้าง และควรมีการดูแลหรือมีวิธีรักษาฝ้า กระ อย่างไรให้ดูจางลงและหายไปในที่สุด

    รู้จักปัญหาผิว ฝ้า กระ คืออะไร?

    ฝ้า กระ เกิดจากเซลล์ผิวหรือที่เราคุ้นเคยกันในชื่อ เม็ดสีเมลานิน ที่อยู่ใต้ชั้นผิวทำงานผิดปกติ ทำให้เซลล์ผิวเป็นสีน้ำตาลเข้มหรือน้ำตาลอมดำ ซึ่งสาเหตุหลัก ๆ เกิดจากรังสี UVA และ UVB ที่มาจากแสงแดด เข้ามาทำร้ายผิวโดยตรงเป็นเวลานาน แต่ถึงแม้ว่าปัญหาฝ้า กระ จะมีสาเหตุมาจากเรื่องเดียวกัน แต่ทั้ง 2 ปัญหาผิวที่ว่านี้ จะแสดงผลลัพธ์ในรูปแบบที่แตกต่างกัน

    • ปัญหาฝ้า (Melasma) มีลักษณะเป็นรอยปื้น ๆ มีสีน้ำตาลที่เข้มกว่าสีผิวของเรา หรือสีน้ำตาลอมดำ กระจายอยู่บริเวณผิวหน้า โดยเฉพาะโหนกแก้ม สามารถมีได้ทั้งขนาดเล็ก ไปจนถึงขนาดใหญ่
    • ปัญหาผิวเป็นกระ (Freckle) มีลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลเข้มขนาดเล็กที่มีขอบชัดเจน มักจะกระจายอยู่ทั่วใบหน้า ลำคอ รวมถึงแขน

    สาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดฝ้า กระลึก

    ถึงแม้ว่า รังสียูวีจากแสงแดด จะเป็นสาเหตุของการเกิดฝ้า กระ แต่ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหานี้เช่นกัน

    ปัจจัยภายใน

    • กรรมพันธุ์ : ปัจจัยด้านพันธุกรรมก็เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เซลล์สร้างเม็ดสีทำงานผิดปกติ
    • ฮอร์โมน : ในช่วงที่ระดับฮอร์โมนเกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น การกินยาปรับระดับฮอร์โมน กินยาคุมกำเนิด หรืออายุที่เข้าสู่วัยทองอาจทำให้ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลง จนไปกระตุ้นระบบการทำงานของเซลล์เมลานินให้ทำงานผิดปกติ จนเกิดฝ้าและกระได้ง่าย

    ปัจจัยภายนอก

    • สภาพแวดล้อม : นอกจากรังสียูวีที่มาจากแสงแดดแล้ว แสงสีฟ้าจากคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน และหลอดไฟ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำร้ายผิวได้เช่นกัน
    • เครื่องสำอาง : ส่วนผสมในเครื่องสำอาง หรือสกินแคร์บางชนิด ที่มีสารเคมี หรือสารปรอท ก็เป็นตัวกระตุ้นอย่างหนึ่ง ที่ส่งผลให้เซลล์ผิวทำงานผิดปกติ ซึ่งหากใช้ไปในระยะยาวอาจส่งผลกระทบต่อผิวหน้าจนเกิดฝ้า กระ ได้

    การดูแลและวิธีรักษาฝ้า กระ แบบง่าย ๆ

    การดูแลและวิธีรักษาฝ้า กระ แบบง่าย ๆ

    • หลีกเลี่ยงการเจอกับแสงแดดจัด

    วิธีรักษาฝ้า กระ ที่ทำได้ง่าย และเห็นผลลัพธ์ได้ดีที่สุด คือการหลีกเลี่ยงการเจอกับแสงแดดจัด ๆ แต่ถ้าหากหลีกเลี่ยงไม่ได้ขอแนะนำให้ใส่หมวก หรือเสื้อคลุมเพื่อช่วยปกป้องผิวไม่ให้สัมผัสกับแสงแดดได้โดยตรง

    • เลือกกินอาหารบำรุงผิว เสริมสร้างคอลลาเจน ช่วยลดจุดด่างดำ

    มาสร้างเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรงจากภายใน ด้วยการกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อผิว ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีรักษาฝ้า กระ ที่มีประสิทธิภาพ โดยเน้นไปที่อาหารที่มีวิตามินบำรุงผิว อย่างสารอาหารประเภทคอลลาเจน ที่สามารถช่วยดูแลผิวให้เกิดความแข็งแรงพร้อมทำให้ผิวยืดหยุ่นขึ้น นอกจากนี้ อาหารบำรุงผิวยังมีส่วนช่วยลดรอยหมองคล้ำต่าง ๆ ทั้งจุดด่างดำ ฝ้า กระ พร้อมช่วยปรับผิวให้ดูเรียบเนียน ดูกระจ่างใสขึ้น

    • การมาสก์หน้าด้วยวิตามินซีจากธรรมชาติ

    เติมความแข็งแรงให้กับเซลล์ผิวชั้นนอกด้วยการมาสก์หน้าด้วยวัตถุดิบจากธรรมชาติ เช่น ผักและผลไม้ที่อุดมด้วยวิตามินซี ที่มีประสิทธิภาพช่วยปกป้องผิวจากแดด และลดการผลิตเมลานินที่ผิดปกติ

    • เลือกใช้สกินแคร์ที่ดีต่อผิว

    การใช้สกินแคร์บำรุงผิวที่มีส่วนประกอบของ AHA (Alpha Hydroxy Acid), อาร์บูติน (Arbutin), กรดโคจิก (Kojic) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดจุดด่างดำ และกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวเก่าให้หลุดออก พร้อมช่วยเผยผิวใหม่ที่มีความเรียบเนียนและดูขาวกระจ่างใสมากขึ้น

    วิธีรักษาฝ้า กระ ด้วยการเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF50 ขึ้นไป

    อีกหนึ่งไอเทมที่ควรมีติดโต๊ะเอาไว้อยู่เสมอ หากไม่อยากเจอกับปัญหาฝ้า กระ บุกใบหน้า คือ การใช้ครีมกันแดดที่มี SPF 50+ (สำหรับครีมกันแดดที่วางขายในไทย ได้มีการกำหนดค่า SPF สูงสุดที่อนุญาตให้เขียนลงบนฉลากของผลิตภัณฑ์ คือการป้องกันแสงแดดไว้ที่ 50 (SPF50) ซึ่งหากมีค่ามากกว่า 50 จะใช้คำว่า 50+ แทน) และมี PA++++ จะช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวีของแสงแดดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    มาดูแลผิวให้ห่างไกลฝ้า กระ ด้วย Provamed Sun Face SPF50+/PA++++ ครีมกันแดดที่ พัฒนาและค้นคว้าโดยผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ เนื้อบางเบา ซึมซาบเร็ว พร้อมคุณสมบัติช่วยปกป้องผิวจากรังสี UVA/UVB ได้สูงถึง 50 เท่า พร้อมช่วยป้องกันผิวจากรังสีอินฟราเรด, แสงสีฟ้า และมลภาวะภายนอกที่ต้องเผชิญในแต่ละวัน นอกจากนี้ยังช่วยปกป้องสารคอลลาเจนในชั้นผิวหนังไม่ให้ถูกทำร้ายโดยแสงแดด เป็นวิธีรักษาฝ้า กระ ที่จะช่วยดูแลผิวให้แข็งแรง ดูเรียบเนียน และกระจ่างใสขึ้น

    สามารถช็อป Provamed Sun Face SPF50+/PA++++ ได้สะดวกผ่านช่องทางออนไลน์, ห้างสรรพสินค้า และร้านขายยาใกล้บ้านคุณ

    ผลิตภัณฑ์ลดปัญหาการเกิดฝ้า กระ

  • UVA และ UVB คืออะไรและต่างกันอย่างไร? ฉบับจบครบที่เดียว

    UVA และ UVB คืออะไรและต่างกันอย่างไร? ฉบับจบครบที่เดียว

    รังสี UVA คืออะไร

    UVA และ UVB คือคำที่ได้ยินบ่อย ๆ โดยเฉพาะเรื่องราวที่เกี่ยวกับแสงแดด ไปจนถึงครีมกันแดด อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหลายคนอาจจะยังไม่เคยรู้ถึงความหมายที่แท้จริงของทั้ง 2 คำนี้มาก่อน บทความนี้จะมาช่วยตอบทุกข้อสงสัยว่า UVA และ UVB คืออะไรและต่างกันอย่างไร พร้อมเทคนิคการเลือกซื้อครีมกันแดดให้ตอบโจทย์กับความต้องการ ติดตามได้เลย

    ทำความรู้จักกับรังสี UVA และ UVB

    ถึงแม้ดวงอาทิตย์จะเป็นแหล่งพลังงานที่จำเป็นต่อโลกและสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นการมอบความอบอุ่นและแสงสว่าง อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าในแสงอาทิตย์ก็มีภัยร้ายแอบแฝงมาด้วยเช่นกัน สิ่งนั้นก็คือรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ซึ่งหากมนุษย์เราได้รับในปริมาณมากก็ย่อมเป็นอันตรายต่อสุขภาพนานับประการ ไม่ว่าจะทำให้ผิวหนังเสียหาย ผิวเสื่อมสภาพก่อนวัย หรือร้ายแรงที่สุดคือก่อให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนัง ดังนั้น เพื่อป้องกันเอาไว้ตั้งแต่แรก เราจึงต้องรู้จักรังสีอัลตราไวโอเลตให้มากยิ่งขึ้น จะได้ป้องกันอย่างถูกวิธี

    โดยรังสีอัลตราไวโอเลตนั้น สามารถแบ่งออกได้ 2 ประเภทต่อไปนี้

    รังสี UVA คืออะไร?

    รังสี UVA คือ รังสีอัลตราไวโอเลตประเภทที่ยาวที่สุด เรียกได้ว่าเป็นศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของผิวหนังก็ว่าได้ โดยแฝงตัวมากับแสงแดดและสามารถทะลุผ่านชั้นผิวหนังกำพร้า ไปถึงชั้นผิวหนังแท้ได้ โดยรังสี UVA คือรังสีที่มีอยู่ตลอดทั้งปีในทุกฤดูกาล ซึ่งสามารถทะลุผ่านเมฆ รวมถึงหน้าต่างได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญคือต้องปกป้องผิวของคุณแม้ในวันที่มีเมฆมากหรืออยู่ในร่ม เพราะถ้าหากผิวได้รับรังสี UVA ในปริมาณมากก็ย่อมที่จะเกิดความหมองคล้ำ และทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่นเนื่องจากความยืดหยุ่นของเซลล์ผิวลดลง เกิดริ้วรอยก่อนวัย และร้ายแรงที่สุดคือเกิดอนุมูลอิสระในผิวหนัง ที่อาจเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งในระยะยาวได้อีกด้วย

    รังสี UVB คืออะไร?

    นอกจาก UVA แล้ว ยังมีรังสี UVB แต่ถึงแม้รังสี UVB จะเป็นมีความยาวคลื่นสั้นกว่า และส่วนใหญ่ก็ถูกสกัดกั้นโดยชั้นบรรยากาศ ทำให้ตกกระทบสู่พื้นโลกเพียง 0.1% ของแสงทั้งหมดเท่านั้น ทำให้เมื่อสัมผัสกับผิว รังสี UVB จะไม่สามารถทะลุเข้าสู่ชั้นผิวได้ลึกเท่ากับรังสี UVA แต่อย่างไรก็ตาม UVB ก็เป็นศัตรูที่ทำร้ายผิวได้เช่นกัน โดยหากได้รับในปริมาณมากจะส่งผลให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้น เกิดอาการแสบร้อน แดง ไหม้เกรียม รู้สึกแสบผิว และเกิดรอยดำได้

    สำหรับรังสี UVB จะมีปริมาณเข้มข้นที่สุดในช่วงฤดูร้อนและมีอยู่ในระดับความสูงในช่วงเวลา 10.00-14.00 น. ดังนั้นหากไม่อยากเผชิญกับรังสี UVB ก็ควรหลีกเลี่ยงการออกกลางแจ้งในช่วงเวลาดังกล่าว

    ความเหมือนและต่างระหว่าง UVA กับ UVB

    เมื่อได้ทราบแล้วว่ารังสี UVA และ UVB คืออะไร จึงสามารถสรุปได้ว่าUVA และ UVB ต่างกันอย่างไร จริงอยู่ที่รังสีทั้ง 2 ประเภทสามารถสร้างอันตรายต่อผิวหนังได้ แต่รังสี UVA สามารถแทรกซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ลึกกว่า และเป็นตัวการทำให้ผิวแก่ก่อนวัย รวมถึงอาจทำให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนัง ในขณะที่รังสี UVB จะส่งผลกระทบต่อผิวชั้นนอกเป็นหลัก โดยจะทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้น เกิดอาการแสบร้อน แดง ไหม้เกรียม รู้สึกแสบผิว และเกิดรอยดำได้

    อย่างไรก็ตาม สามารถป้องกันไม่ให้รังสีทั้ง 2 ประเภททำร้ายผิวหนังได้โดยการหลีกเลี่ยงการเจอแสงแดดจ้า รวมถึงทาครีมกันแดดที่มีคุณสมบัติในการป้องกันทั้ง UVA และ UVB ทุกครั้งก่อนออกกลางแจ้ง

    การเลือกซื้อครีมกันแดดเพื่อป้องกันรังสี UVA และ UVB

    สำหรับคนที่เคยเลือกซื้อครีมกันแดดด้วยตัวเอง น่าจะคุ้นเคยกับตัวย่อ SPF หรือไม่ก็ PA++ ที่หมายถึงระบบการให้คะแนนคุณภาพมาตรฐานครีมกันแดด (Sunscreen Rating Systems) อย่างไรก็ตาม ในส่วนของความเกี่ยวข้องกับรังสี UVA และ UVB ที่หลายคนอาจยังไม่กระจ่าง สามารถอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ได้ดังนี้

    ความเกี่ยวข้องระหว่างค่า SPF กับ UVA และ UVB

    SPF หรือ Sun Protection Factor เป็นตัววัดว่าครีมกันแดดสามารถป้องกันรังสี UVB ได้ดีเพียงใด โดยค่า SPF ของครีมกันแดดแสดงถึงปริมาณรังสี UVB ที่สามารถกรองออกได้ ซึ่งค่า SPF ที่สูงขึ้นจะแสดงถึงการปกป้องที่มากขึ้น ตัวอย่างเช่น หากคุณถูกแดดเผาหลังจากออกแดด 10 นาที ครีมกันแดด SPF 15 จะช่วยให้คุณอยู่กลางแดดได้นานขึ้น 15 เท่าโดยไม่ส่งผลเสียต่อผิว หรือประมาณ 2.5 ชั่วโมง ในขณะที่ครีมกันแดด SPF 30 จะช่วยให้คุณอยู่กลางแดดได้นานขึ้น 30 เท่า หรือประมาณ 5 ชั่วโมง

    อย่างไรก็ตาม แม้ SPF จะบ่งชัดถึงประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVB แต่ในแสงแดด รังสี UVA คือมีอันตรายที่ร้ายแรงมากกว่า ด้วยเหตุนี้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (FDA) จึงได้คิดค้นอีกหนึ่งระบบให้คะแนนที่เรียกว่า Broad Spectrum SPFs โดย SPF ระบบนี้คือการเพิ่มรังสี UVA เข้าไปในตัวแปรด้วย ทำให้ผลลัพธ์ที่ออกมาละเอียดกว่า อย่างไรก็ตาม ด้านความนิยมและการนำไปใช้ยังเป็นรอง SPF แบบดั้งเดิมอยู่

    ดังนั้นเพื่อให้มั่นใจว่าครีมกันแดดที่เลือกซื้อตอบโจทย์ทั้งการป้องกันรังสี UVA และ UVB ที่ต่างก็เป็นภัยร้ายต่อสุขภาพผิวของเรา จึงควรพิจารณาในส่วนของ Broad Spectrum SPFs ร่วมด้วย

    UVA และ UVB ต่างกันอย่างไร

    ความเกี่ยวข้องระหว่างค่า PA++ กับ UVA และ UVB

    ในขณะที่ SPF เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVB ของครีมกันแดดเป็นหลัก และค่อยมาเพิ่มระบบ Broad Spectrum SPFs ซึ่งใส่ปัจจัยชี้วัด UVA เข้าไปทีหลัง แต่ค่า PA หรือ Protection Grade of UVA คือการนำรังสี UVA มาเป็นตัวแปรในการทดสอบคุณภาพของครีมกันแดด โดยเป็นการทดสอบแบบ PPD หรือทดสอบการสร้างเม็ดสีที่คล้ำขึ้นเมื่อเผชิญกับรังสี UVA และวัดว่าผิวของคุณว่าสามารถทนต่อรังสี UVA ได้มากเพียงใดโดยไม่ทำให้ผิวคล้ำขึ้น

    ค่า PA จะมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 4 ระดับ ได้แก่

    • PA+ ป้องกันรังสี UVA ได้น้อย
    • PA++ ป้องกันรังสี UVA ได้ปานกลาง
    • PA+++ = ป้องกันรังสี UVA ได้สูง
    • PA++++ = ป้องกันรังสี UVA ได้สูงมาก

    หากครีมกันแดดใดมีค่า PA++++ หมายความว่าจะสามารถช่วยปกป้องผิวหนังจากการโจมตีของรังสี UVA ได้ดีกว่าการไม่ทาถึง 16 เท่า

    ดังนั้นเพื่อป้องกันรังสี UVA และ UVB ที่เป็นเสมือนภัยร้ายของผิวได้อย่างครอบคลุม จึงควรเลือกซื้อครีมกันแดดที่ระบุเอาไว้ทั้งค่า SPF และ PA++++ ในปริมาณที่สูงก็จะเหมาะสมที่สุด

    ครีมกันแดดที่ป้องกันได้ทั้งรังสี UVA/UVB จาก Provamed

    เมื่อได้ทราบแล้วว่ารังสี UVA และ UVB คืออะไร รวมถึง UVA และ UVB ต่างกันอย่างไร
    ดังนั้น หากกำลังมองหาครีมกันแดดที่ช่วยป้องกันได้ทั้งรังสี UVA และ UVB ขอแนะนำครีมกันแดด Provamed Sun Face SPF50+ PA++++ ครีมกันแดดสูตร Non Chemical ที่พัฒนาและค้นคว้าโดยผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ เนื้อบางเบา ซึมไว ไม่เหนียวเหนอะหนะ ช่วยให้ผิวดูเรียบเนียน พร้อมทั้งช่วยควบคุมความมันซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดสิว สามารถใช้ได้ทุกวันโดยไม่ทำให้ผิวอุดตัน พร้อมคุณสมบัติช่วยปกป้องผิวจากรังสี UVA/UVB ได้สูงถึง 50 เท่า ทั้งยังช่วยป้องกันผิวจากรังสีอินฟราเรด แสงสีฟ้า และมลภาวะภายนอก รวมทั้ง PM 2.5 ที่ต้องเผชิญในแต่ละวันด้วย

    สามารถช็อป Provamed Sun Face SPF50+/PA++++ ได้สะดวกผ่านช่องทางออนไลน์, ห้างสรรพสินค้า และร้านขายยาใกล้บ้านคุณ

    ครีมกันแดดสำหรับหน้า Provamed Sun Face

  • วิธีทำให้รูขุมขนเล็กลง ช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนเป็นธรรมชาติ

    วิธีทำให้รูขุมขนเล็กลง ช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนเป็นธรรมชาติ

    วิธีทำให้รูขุมขนเล็กลง โดยไม่ต้องพบแพทย์

    ปัญหารูขุมขนกว้างเป็นหนึ่งในปัญหาผิวที่ทำให้หลายคนเกิดความกังวลใจไม่น้อย เพราะเป็นสิ่งที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน แม้จะปกปิดด้วยเครื่องสำอางอย่างไร รูขุมขนก็ยังคงปรากฏให้เห็นเด่นชัด ทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาที่ตามมาอีกมากมาย ทั้งปัญหาสิวและผิวที่มันเยิ้ม ขอชวนทุกคนที่กำลังเผชิญกับปัญหาเหล่านี้มารู้จักกับวิธีทำให้รูขุมขนเล็กลงแบบธรรมชาติ ที่จะช่วยให้ผิวหน้าดูเรียบเนียนและอ่อนเยาว์ยิ่งขึ้น

    ลักษณะของรูขุมขนกว้าง

    โดยปกติแล้วบนผิวหน้าของเราจะมีรูขุมขนอยู่ตามธรรมชาติ แต่สำหรับผู้ที่มีปัญหารูขุมขนกว้างนั้นจะสังเกตได้ว่า รูขุมขนบนใบหน้ามีขนาดใหญ่และเห็นได้ชัดกว่าปกติ ซึ่งมักเกิดขึ้นบนตำแหน่ง T-Zone ได้แก่ จมูก หน้าผาก และคาง รวมถึงบริเวณแก้มด้วยเช่นกัน

    ปัญหารูขุมขนกว้างนี้เป็นสิ่งที่ส่งผลให้เกิดปัญหาผิวต่าง ๆ ตามมาอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสิว ผิวมัน และยังทำให้ใบหน้าดูมีอายุ ดังนั้นการทำความเข้าใจถึงสาเหตุของรูขุมขนกว้าง พร้อมทั้งหาวิธีกระชับรูขุมขนที่ถูกต้อง จึงเป็นสิ่งที่จะช่วยให้ใบหน้าดูเรียบเนียน อ่อนกว่าวัย และห่างไกลจากปัญหาสิวได้

    เจาะลึกสาเหตุที่ทำให้รูขุมขนกว้าง

    พฤติกรรมการดูแลผิวที่ไม่เหมาะสม

    โดยส่วนใหญ่แล้วปัญหารูขุมขนกว้างอาจมีสาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมการดูแลผิวที่ไม่เหมาะสม เช่น การล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น การขัดถูใบหน้าด้วยความรุนแรง รวมถึงการละเลยไม่เช็ดเครื่องสำอางและไม่ทำความสะอาดผิวในตอนกลางคืน

    แสงแดด

    นอกจากรังสี UV ในแสงแดดจะเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ผิวหมองคล้ำแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้รูขุมขนกว้างอีกด้วย เพราะรังสี UV จะเข้าไปทำลายเซลล์ผิว จนทำให้ผิวดูหยาบกร้านและรูขุมขนขยายใหญ่ขึ้น

    พันธุกรรม

    เช่นเดียวกับปัญหาผิวอื่น ๆ หากคนในครอบครัวมีปัญหารูขุมขนกว้าง ก็เป็นไปได้ว่าเราอาจต้องเผชิญกับปัญหารูขุมขนกว้างเช่นเดียวกัน

    เกิดจากฮอร์โมน และการที่ผิวผลิตน้ำมันมากเกินไป

    สำหรับใครที่มีปัญหาผิวมัน อาจเผชิญกับปัญหารูขุมขนกว้างได้ง่ายกว่าผู้ที่มีลักษณะผิวแบบอื่น ๆ เพราะเมื่อต่อมไขมันทำงานหนักและผลิตน้ำมันออกมามาก ก็จะทำให้รูขุมขนกว้างขึ้นตามไปด้วย

    สภาพแวดล้อมและความเครียด

    นอกจากปัจจัยต่าง ๆ ในร่างกาย สภาพแวดล้อมและความเครียดก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้รูขุมขนกว้างขึ้นได้โดยไม่รู้ตัวเช่นเดียวกัน เพราะเมื่อเราเกิดความเครียด คอลลาเจนที่มีอยู่ตามธรรมชาติในผิวหนังจะถูกทำลาย ส่งผลให้ผิวหย่อนคล้อยและรูขุมขนดูกว้างขึ้น

    ปัญหาสิว

    อีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้เราต้องเผชิญกับปัญหารูขุมขนกว้าง ก็คือปัญหาสิว เพราะในกระบวนการเกิดสิวนั้น จะทำให้ผิวหนังเกิดการอักเสบและเซลล์ผิวถูกทำลาย ยิ่งหากเรารักษาสิวไม่ถูกวิธี หรือทำการบีบ แคะ แกะสิวบ่อย ๆ ก็จะยิ่งทำให้รูขุมขนขยายใหญ่จนเห็นได้อย่างชัดเจน

    วิธีกระชับรูขุมขน ด้วย ผลิตภัณฑ์รักษาสิว

    5 วิธีกระชับรูขุมขนด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพบแพทย์

    1. ใส่ใจกับการล้างหน้า

    วิธีทำให้รูขุมขนเล็กลงแบบธรรมชาตินั้นสามารถทำได้ด้วยเพียงล้างหน้าให้ถูกวิธี โดยเริ่มจากการล้างหน้าด้วยน้ำเย็นแทนน้ำอุ่น เพราะน้ำเย็นจะเข้าไปช่วยกระชับรูขุมขน และยังทำให้ผิวดูเปล่งปลั่งมากขึ้น จากนั้นให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะสมกับสภาพผิวและใช้วิธีการล้างหน้าตามแนวรูขุมขน พร้อมทั้งนวดวนอย่างเบามือ แทนการขัดถูด้วยความรุนแรง
    ซึ่งการล้างอย่างเบามือนั้นนอกจากจะทำให้สิ่งสกปรกหลุดออกได้ง่ายแล้ว ยังช่วยลดการเกิดริ้วรอยก่อนวัยและป้องกันปัญหารูขุมขนกว้างได้อีกด้วย

    2. ใช้ผลิตภัณฑ์ครีมหรือเซรั่มที่ช่วยควบคุมความมัน กระชับรูขุมขน

    อีกหนึ่งวิธีทำให้รูขุมขนเล็กลงอย่างเป็นธรรมชาติก็คือ การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ครีมหรือเซรั่มที่ช่วยกระชับรูขุมขน ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมนั้นจะต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติควบคุมความมัน เพื่อช่วยให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมาน้อยลง และส่งผลให้รูขุมขนดูกระชับมากขึ้น รวมถึงจะต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน เพื่อกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ทำให้ผิวหน้าดูเรียบเนียนยิ่งขึ้น

    3. ปกป้องผิวจากแสงแดด

    การปกป้องผิวจากแสงแดดก็เป็นอีกหนึ่งวิธีกระชับรูขุมขนที่ไม่ควรมองข้าม โดยควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF50 และ PA+++ ขึ้นไปจึงจะเพียงพอต่อการปกป้องผิวไม่ว่าจะอยู่นอกบ้านหรือในบ้าน และควรทาในปริมาณที่เหมาะสม นั่นก็คือ ทาอย่างน้อย 2 ข้อนิ้วมือให้ทั่วใบหน้าและลำคอ รับรองว่าจะช่วยให้ผิวของเราปกป้องแสงแดดได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งช่วยให้รูขุมขนดูเรียบเนียน และช่วยให้ผิวดูกระจ่างใส ห่างไกลจากปัญหาฝ้า กระ และจุดด่างดำ

    4. เลือกทานอาหารที่ดีต่อผิวเพื่อบำรุงจากภายใน

    นอกจากการดูแลผิวภายนอกด้วยผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ แล้ว การดูแลจากภายในก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน ทั้งเป็นวิธีทำให้รูขุมขนเล็กลงตามธรรมชาติและยังช่วยให้ผิวดูสดใสสุขภาพดีขึ้นได้อย่างยั่งยืน ซึ่งผู้ที่มีปัญหาสิว ผิวมัน รูขุมขนกว้าง ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง และงดทานอาหารที่ผ่านการทอดในน้ำมัน รวมถึงอาหารที่มีรสเปรี้ยวจัด เค็มจัด และหวานจัด แต่ให้เลือกทานอาหารที่มีไขมันต่ำ ปรุงรสน้อย และเพิ่มการทานผักผลไม้ให้มากขึ้น

    5. รักษาสิวอย่างถูกวิธี

    การใส่ใจกับการรักษาสิวอย่างถูกวิธีก็เป็นวิธีกระชับรูขุมขนที่ได้ผลไม่แพ้วิธีอื่น ๆ ซึ่งในการที่เราจะรักษาสิวให้หายขาดได้นั้น จะต้องเริ่มจากการไม่สัมผัสใบหน้า รวมถึงไม่แกะหรือบีบสิวด้วยตัวเอง และวิธีที่สำคัญที่สุด คือต้องทำความสะอาดผิวหน้าอย่างหมดจด และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ในการปรับสภาพผิวหน้า ก่อนทำการบำรุง เช่นการใช้โทนเนอร์ เพราะวิธีนี้จะช่วยให้รูขุมขนแลดูเล็กลง และลดปัญหาสิ่งอุดตันตกค้าง

    สำหรับใครที่กำลังเผชิญกับปัญหาสิว ผิวมัน รูขุมขนกว้าง ขอแนะนำสกินแคร์รักษาสิว Provamed Acniclear Facial Toner โทนเนอร์สำหรับคนเป็นสิว ช่วยปรับสภาพผิว กระชับรูขุมขน พร้อมช่วยลดสิว และลดความมันอย่างได้ผล

    ช็อปสะดวกผ่านช่องทางออนไลน์, ห้างสรรพสินค้า และร้านขายยาใกล้บ้านคุณ