หมวดหมู่: Beauty Tips

  • How to ล้างหน้าให้ถูกวิธีแก้ปัญหาสิวบุกสะสม!

    How to ล้างหน้าให้ถูกวิธีแก้ปัญหาสิวบุกสะสม!

    ปัญหาสิวบุก มีสิวเรื้อรังบนใบหน้า

    ปัญหาสิวบุก มีสิวเรื้อรังบนใบหน้าสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยเฉพาะในช่วงอากาศร้อนที่มีการสะสมของเหงื่อและสิ่งสกปรกมากมาย หากดูแลและทำความสะอาดผิวไม่ถูกวิธี ปัญหาสิวที่เกิดแบบซ้ำ ๆ ก็อาจมากวนใจได้

    มาดูแลผิวด้วยการล้างหน้าที่ถูกวิธี พร้อมเคล็ดลับการเลือกโฟมล้างหน้าที่เหมาะสมกับทุกสภาพผิวได้ที่นี่

    รู้ทันก่อนสิวบุก ห่างไกลสิวเกิดซ้ำ

    ปัญหาสิว เป็นปัญหาผิวที่สร้างความกวนใจให้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่น และวัยทำงานที่ต้องพบเจอกับผู้คนมากมาย แต่หากเรารู้ทันถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดสิว ก็จะสามารถช่วยป้องกันและรักษาได้อย่างรวดเร็ว

    เหงื่อและความมันสะสม

    ในช่วงที่อากาศร้อนอบอ้าว เป็นช่วงที่ร่างกายจะขับเหงื่อและน้ำมันออกมาได้ง่าย ซึ่งหากร่างกายผลิตน้ำมันออกมามากจนเกินไป อาจทำให้เกิดปัญหาสิวได้ และยิ่งไม่ได้รับการทำความสะอาดผิวหน้าอย่างถูกต้อง อาจทำให้เกิดสิวเรื้อรังที่หน้าผาก แก้ม คาง จนลุกลากเป็นปัญหาสิวที่เกิดซ้ำซากได้อีกด้วย

    มลภาวะทางอากาศ

    หนึ่งในภัยเงียบที่ทำให้เกิดปัญหาสิวเรื้อรังที่รักษาได้ยาก คือเกิดจากมลภาวะทางอากาศที่ยากจะหลีกเลี่ยง เช่น ควันรถ ฝุ่นละออง รวมถึงปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ในขณะนี้ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อผิวของเรา เพราะจะทำให้สารต้านอนุมูลอิสระในผิวลดลง รวมถึงภูมิต้านทานที่เป็นเกราะป้องกันผิวอ่อนแอลง ทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื่นจนเกิดการระคายเคือง และเกิดสิวตามมาได้ง่าย

    รังสียูวีจากแดด

    รังสียูวีจากแสงแดด เป็นปัจจัยตัวร้ายที่ทำให้ผิวมีจุดด่างดำและมีความหมองคล้ำ รวมถึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาสิวบุกใบหน้าได้เช่นกัน เพราะเมื่อรังสียูวีเจอกับสารเคมีที่มีอยู่ในครีมกันแดดหรือสกินแคร์ต่าง ๆ อาจทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองจนเกิดการอักเสบ รวมถึงอาจทำให้ไขมันบริเวณรูขุมขนอุดตันจนทำให้เกิดสิวได้

    ขอแนะนำให้เลือกใช้ครีมกันแดดประเภทไร้สารเคมี จะช่วยลดการระคายเคืองผิวได้ดี ทำให้ลดความเสี่ยงของการเกิดสิวได้

    วิธีทำความสะอาดผิวหน้าที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันสิวบุก

    วิธีทำความสะอาดผิวหน้าที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันสิว

    ขั้นตอนที่ 1 : เช็ดด้วยคลีนซิ่ง

    คลีนซิ่ง เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพในการเช็ดล้างเครื่องสำอางและสิ่งสกปรกต่าง ๆ ให้หลุดออกไปจากผิวหน้า เพื่อลดการอุดตันในรูขุมขน และไม่ก่อให้เกิดปัญหาสิวบุก สิวเรื้อรังที่แก้ม หน้าผาก หรือคาง ซึ่งเป็นผิวบริเวณ T-Zone ที่สามารถเกิดการอุดตันได้ง่าย ขอแนะนำให้เลือกใช้คลีนซิ่งที่เหมาะสมกับสภาพผิว โดยเฉพาะคนที่ผิวแพ้ง่ายควรเลือกใช้คลีนซิ่งที่มีเนื้อบางเบา ไม่มีสารเคมี ซึ่งจะไม่ทำให้ผิวเกิดการระคายเคือง

    ขั้นตอนที่ 2 : เลือกใช้คลีนเซอร์ที่เหมาะสมกับสภาพผิว

    เคล็ดลับการล้างหน้าเพื่อทำความสะอาดผิวได้อย่างหมดจดและดีต่อสุขภาพผิว คือการเลือกใช้คลีนเซอร์ที่เหมาะกับสภาพผิวของแต่ละคน รวมถึงมีคุณสมบัติทำความสะอาดสิ่งสกปรกบนใบหน้าได้อย่างล้ำลึก ซึ่งแต่ละสภาพผิวสามารถเลือกได้จากปัจจัยเหล่านี้

    • ผิวมัน :เป็นผิวที่มีรูขุมขนกว้าง ทำให้ผิวมีน้ำมันบนใบหน้าเยอะ และอาจทำให้เกิดสิวเรื้อรังที่หน้าผาก แก้ม คางได้ง่าย ขอแนะนำคลีนเซอร์แบบเนื้อเจลที่มี BHA (beta hydroxy acid) เช่น Salicylic Acid ที่ช่วยขจัดความมันและสิ่งสกปรกบนใบหน้าได้
    • ผิวแห้ง :เป็นรูปแบบผิวที่มีรูขุมขนเล็ก ซึ่งมักจะรู้สึกแห้งคันและระคายเคืองได้ง่าย คลีนเซอร์ที่มีไมเซลล่าร์ วอเตอร์ หรือที่มีมอยส์เจอไรเซอร์ จะมีคุณสมบัติช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ในผิว ทำให้ผิวไม่แห้งตึง
    • ผิวผสม :เป็นรูปแบบผิวที่มีความมันช่วง T-Zone ซึ่งอาจทำให้เกิดสิวเรื้อรังที่แก้ม คาง และหน้าผากได้ง่าย การเลือกใช้คลีนเซอร์ที่มีคุณสมบัติให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว และช่วยควบคุมความมัน จะลดโอกาสการอุดตันที่เป็นสาเหตุของการเกิดสิวได้
    • ผิวแพ้ง่าย :เป็นผิวที่มีความบอบบาง สามารถระคายต่อสิ่งเร้าต่าง ๆ ได้ง่าย ขอแนะนำให้เลือกใช้คลีนเซอร์ที่มีเนื้อสัมผัสเป็นเนื้อน้ำนม ครีม ที่มีความอ่อนโยนสูง และสามารถให้ความชุ่มชื้นกับผิวได้มากคลีนเซอร์แบบอื่น ๆ

    ขั้นตอนที่ 3 : ซับผิวให้แห้งอย่างอ่อนโยน

    การใช้ผ้าถูหน้าเพื่อเช็ดหน้าอย่างรุนแรง เป็นการกระตุ้นทำให้สิวลุกลามได้ ดังนั้นหลังล้างทำความสะอาดใบหน้าเรียบร้อยแล้ว ควรเลือกผ้าขนหนูเนื้อนุ่มที่ช่วยซับน้ำออกจากผิวหน้าได้อย่างเบามือ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้าบ่อย ๆ เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้สิวเรื้อรังไม่ให้กระจายเพิ่มเติมได้

    ขั้นตอนที่ 4 : ใช้โทนเนอร์กระชับผิว

    ขอแนะนำอีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญที่ช่วยทำความสะอาดผิวหน้าได้อย่างล้ำลึก นั่นก็คือการเลือกใช้โทนเนอร์ที่มีประสิทธิภาพ โดยให้ใช้ทำความสะอาดหลังจากล้างหน้าเสร็จ มีคุณสมบัติสำคัญที่ช่วยกระชับรูขุมขนให้เล็กลง และช่วยลดการผลิตน้ำมันส่วนเกินบนใบหน้าได้ดี

    ขั้นตอนที่ 5 : สกินแคร์เติมความชุ่มชื้น

    สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์ จะช่วยเติมน้ำให้ผิว ทำให้ผิวมีความชุ่มชื้น ไม่แห้งตึง ทำให้ผิวไม่ต้องพยายามผลิตน้ำมันขึ้นมาบนผิว ลดความเสี่ยงต่อการอุดตันของรูขุมขนได้เป็นอย่างดี

    มาดูแลผิวให้ห่างไกลจากสิวบุก หรือเกิดสิวเรื้อรังที่คาง แก้ม และหน้าผาก ด้วยการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับสภาพผิว และช่วยจัดการปัญหาสิวได้อย่างอยู่หมัด กับเวชสำอางสกินแคร์รักษาสิว Provamed ที่ออกแบบมาเพื่อดูแลปัญหาสิวสำหรับผิวทุกประเภท พร้อมช่วยทำความสะอาดและลดสิวได้อย่างตรงจุด เคลียร์ทุกปัญหาสิวในทุกสภาพผิวแม้ผิวบอบบาง เพื่อผิวสุขภาพดีสดใส ฟื้นฟูความมั่นใจครั้งใหม่ที่ดีกว่าเดิม

    ช็อปสะดวกผ่านช่องทางออนไลน์, ห้างสรรพสินค้า และร้านขายยาใกล้บ้านคุณ

    สกินเเคร์รักษาสิว Provamed Acne รักษาสิวบุก

  • ค่า SPF และ PA คืออะไร? รู้ไว้ก่อนเลือกซื้อครีมกันแดด

    ค่า SPF และ PA คืออะไร? รู้ไว้ก่อนเลือกซื้อครีมกันแดด

    “ครีมกันแดดคุณภาพสูง มาพร้อม SPF xx ”

    “ครีมกันแดด PA++”

    เชื่อว่าทุกคน โดยเฉพาะคนที่ให้ความสำคัญกับการดูแลผิวพรรณ และใช้ครีมกันแดดเป็นประจำน่าจะคุ้นหูกับประโยคเหล่านี้เป็นอย่างดี เนื่องจากบนบรรจุภัณฑ์ครีมกันแดดที่มีขายอยู่ทั่วไปในท้องตลาดมักมีการระบุค่า SPF หรือค่า PA กำกับเอาไว้ด้วยเสมอ

    อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ค่า SPF และ PA จะเป็นที่คุ้นหูคุ้นตากันมาเนิ่นนาน แต่เชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่ยังไม่เข้าใจว่าค่า SPF และ PA คืออะไร? และมีความสำคัญอย่างไรกับครีมกันแดด ดังนั้น ในบทความนี้เราจะมาอธิบายถึงความหมายของทั้งสองค่านี้ให้กระจ่าง เพื่อให้ทุกคนสามารถเลือกซื้อครีมกันแดดในครั้งต่อไปได้อย่างตอบโจทย์และคุ้มค่ากว่าที่เคย ติดตามกันเลย

    SPF ครีมกันแดด คืออะไร

    ครีมกันแดดป้องกันผิวจากอะไรบ้าง?

    ก่อนที่จะไปรู้กันว่าค่า SPF และ PA คืออะไร เราควรไปทำความรู้จักกับเหล่าศัตรูตัวร้ายที่พร้อมทำร้ายผิวได้ทุกเมื่อกันก่อน ว่ามีอะไรบ้าง!

    รังสี UVA

    รังสี UVA คือรังสีอัลตราไวโอเลตที่ยาวที่สุด เรียกได้ว่าเป็นศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของผิวหนังที่แฝงตัวมากับแสงแดด เนื่องจากสามารถทะลุผ่านชั้นผิวหนังกำพร้า ไปถึงชั้นผิวหนังแท้ได้ ดังนั้น หากผิวได้รับรังสี UVA ในปริมาณมากก็ย่อมที่จะเกิดความหมองคล้ำ และทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่นเนื่องจากความยืดหยุ่นของเซลล์ผิวลดลง เกิดริ้วรอยก่อนวัย และร้ายแรงที่สุดคือเกิดอนุมูลอิสระในผิวหนัง ที่อาจเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งในระยะยาวได้อีกด้วย

    รังสี UVB

    ถึงแม้รังสี UVB จะเป็นรังสีอัลตราไวโอเลตที่ยาวรองลงมาจากรังสี UVA และส่วนใหญ่ก็ถูกสกัดกั้นโดยชั้นบรรยากาศ ทำให้ตกกระทบสู่พื้นโลกเพียง 0.1% ของแสงทั้งหมดเท่านั้น ทำให้เมื่อสัมผัสกับผิว รังสี UVB จะไม่สามารถทะลุเข้าสู่ชั้นผิวได้ลึกเท่ารังสี UVA แต่อย่างไรก็ตาม UVB ก็เป็นศัตรูที่ทำร้ายผิวได้เช่นกัน โดยหากได้รับในปริมาณมากจะส่งผลให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้น เกิดอาการแสบร้อน แดง ไหม้เกรียม รู้สึกแสบผิว และเกิดรอยดำได้

    รังสี UVB จะมีปริมาณเข้มข้นที่สุดใน่ชวงเวลา 10.00-14.00 น. ดังนั้นหากไม่อยากเผชิญกับรังสี UVB ก็ควรหลีกเลี่ยงการออกกลางแจ้งในช่วงเวลาดังกล่าว

    แสงสีฟ้า

    อีกหนึ่งศัตรูของผิว ที่ถึงแม้จะไม่ได้มาจากแสงอาทิตย์เหมือนรังสี UVA และ UVB แต่ก็สามารถทำอันตรายต่อผิวได้ไม่แพ้กัน…เรากำลังพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า ‘แสงสีฟ้า’

    แสงสีฟ้าเป็นแสงที่มีแหล่งกำเนิดจากการใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่รอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ หรือโทรทัศน์ ซึ่งโดยปกติแล้วเรามักเข้าใจกันว่าแสงสีฟ้าเป็นอันตรายกับดวงตาเพียงอย่างเดียว ทั้งที่จริง ๆ แล้วแสงสีฟ้าสามารถทำอันตรายกับผิวหนังได้เช่นกัน โดยแสงสีฟ้าจะไปทำปฏิกิริยากับผิวด้วยการเข้าไปสร้างสารอนุมูลอิสระ ส่งผลให้ผิวเสื่อมเร็วขึ้น อีกทั้งยังสามารถทะลุเข้าชั้นผิวได้ลึกจนถึงชั้นหนังแท้ และจะไปกระตุ้นการทำงานของเซลล์ผิวให้ผิดปกติ เกิดเป็นจุดด่างดำ ฝ้า เกราะป้องกันผิวอ่อนแอลง ส่งผลให้มีสีผิวไม่สม่ำเสมอ

    ค่า SPF และ PA คืออะไร?

    เหตุที่ต้องทำความรู้จักกับศัตรูของผิวอย่างรังสี UVA, รังสี UVB, และแสงสีฟ้า ก่อนที่จะอธิบายว่า SPF และ PA คืออะไร เนื่องจากทั้ง 2 ค่าคือระบบให้คะแนนคุณภาพมาตรฐานครีมกันแดด (Sunscreen Rating Systems) ที่ใช้รังสี UVA และ รังสี UVB เป็นมาตรวัด โดยรายละเอียดและความแตกต่างมีดังต่อไปนี้

    ค่า SPF คืออะไร?

    ในบรรดาระบบให้คะแนนคุณภาพมาตรฐานครีมกันแดดทั้งหมดที่มี SPF (Sun Protection Factor) คือระบบที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวางที่สุด โดยเฉพาะในโซนทวีปอเมริกาเหนือและยุโรป

    อธิบายให้เข้าใจโดยง่าย SPF คือการวัดคุณภาพครีมกันแดดโดยใช้รังสี UVB เป็นตัวแปรในการหาผลลัพธ์ว่าครีมกันแดดดังกล่าวสามารถป้องกันผิวหนังจากรังสี UVB ได้ดีมากน้อยเพียงใด ตัวอย่างเช่น โดยเฉลี่ยแล้วผิวหนังจะไหม้หลังจากโดนแสงแดดประมาณ 10-20 นาที ซึ่งในกรณีนี้หากทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 15 สิ่งที่เกิดขึ้นคือผิวหนังของคุณจะได้รับการป้องกันจากการเผาไหม้ได้ดีกว่าการไม่ทาครีมกันแดดถึง 15 เท่า หรือ 150-300 นาที

    นอกจาก SPF ปกติแล้ว ยังมีอีกหนึ่งระบบให้คะแนนที่เรียกว่า Broad Spectrum SPFs ซึ่งคิดค้นขึ้นมาภายหลัง โดย SPF ระบบนี้คือการเพิ่มรังสี UVA เข้าไปในตัวแปรด้วย ทำให้ผลลัพธ์ที่ออกมาละเอียดกว่า อย่างไรก็ตาม ด้านความนิยมและการนำไปใช้ยังเป็นรอง SPF แบบดั้งเดิมอยู่

    ค่า PA++ คืออะไร?

    ในขณะที่ SPF คือระบบให้คะแนนที่ได้รับความนิยมในโซนทวีปอเมริกาเหนือและยุโรป แต่ถ้าเป็นในทวีปเอเชีย โดยเฉพาะในประเทศเกาหลีใต้ ค่า PA++ คือระบบให้คะแนนที่ได้รับการยอมรับ และใช้กันอย่างแพร่หลายมากกว่า โดยสามารถอธิบายได้ง่าย ๆ ดังนี้

    สำหรับค่า PA คือการนำรังสี UVA มาเป็นตัวแปรในการทดสอบคุณภาพของครีมกันแดด โดยเป็นการทดสอบแบบ PPD หรือทดสอบการสร้างเม็ดสีที่คล้ำขึ้นเมื่อเผชิญรังสี UVA และวัดว่าผิวของคุณสามารถทนต่อรังสี UVA ได้มากเพียงใดโดยไม่ทำให้ผิวคล้ำขึ้น

    ค่า PA จะมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 4 ระดับ ได้แก่

    • PA+ ป้องกันรังสี UVA ได้น้อย
    • PA++ ป้องกันรังสี UVA ได้ปานกลาง
    • PA+++ = ป้องกันรังสี UVA ได้สูง
    • PA++++ = ป้องกันรังสี UVA ได้สูงมาก

    หากครีมกันแดดใดมีค่า PA++++ หมายความว่าจะสามารถช่วยปกป้องผิวหนังจากการโจมตีของรังสี UVA ได้ดีกว่าการไม่ทาถึง 16 เท่า

    SPF และ PA คืออะไร แตกต่างกันอย่างไร

    ทั้งค่า SPF และ ค่า PA ค่าไหนน่าเชื่อถือกว่ากัน?

    เมื่อค่า SPF และ ค่า PA++ คือระบบให้คะแนนคุณภาพมาตรฐานครีมกันแดดที่ใช้ตัวแปรแตกต่างกัน ทำให้หลายคนอาจเกิดความสงสัยว่าทั้ง 2 ค่านี้ ค่าไหนน่าเชื่อถือว่ากัน

    คำถามนี้ไม่มีคำตอบที่ตายตัว เนื่องจากทั้งค่า SPF และค่า PA++ ต่างก็คือระบบให้คะแนนคุณภาพมาตรฐานครีมกันแดดที่มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป โดยการทดสอบ SPF มีความเป็นวิทยาศาสตร์และพิสูจน์ได้ง่ายกว่า ในขณะที่ขั้นตอนการทดสอบของ PA++ ครอบคลุมการป้องกันผิวได้มากกว่า ด้วยเหตุนี้ครีมกันแดดที่ดีจึงควรที่จะต้องผ่านการทดสอบทั้งค่า SPF และค่า PA++ เพื่อประสิทธิภาพต่อการใช้งานมากที่สุด

    เมื่อได้ทราบแล้วว่าค่า SPF และ PA คืออะไร และหากกำลังมองหาครีมกันแดดที่ผ่านมาตรฐานทั้งสองแบบ ขอแนะนำครีมกันแดด Provamed Sun Face SPF50+ PA++++ ที่มีคุณสมบัติช่วยปกป้องผิวจากรังสี UVA/UVB ได้สูงถึง 50 เท่า พร้อมช่วยป้องกันผิวจากรังสีอินฟราเรด, แสงสีฟ้า และมลภาวะภายนอก รวมทั้ง PM 2.5 ที่ต้องเผชิญในแต่ละวัน เนื้อสัมผัสเบาสบายผิว ซึมเร็ว ไม่เหนียวเหนอะหนะ ช่วยให้ผิวดูเรียบเนียน พร้อมทั้งช่วยควบคุมความมันซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดสิว สามารถใช้ได้ทุกวันโดยไม่ทำให้ผิวอุดตัน

    ช็อปสะดวกผ่านช่องทางออนไลน์, ห้างสรรพสินค้า และร้านขายยาใกล้บ้านคุณ

  • สิวเกิดจากอะไร รักษาอย่างไรให้หายแบบไม่ทิ้งรอย?

    สิวเกิดจากอะไร รักษาอย่างไรให้หายแบบไม่ทิ้งรอย?

    เจาะลึกสาเหตุของการเกิดสิว แต่ละจุดบนใบหน้า

    เคยสงสัยไหมว่า ทำไมสิวบนใบหน้าของเราถึงได้ปรากฏขึ้นในที่ต่าง ๆ กัน บางครั้งก็ขึ้นอยู่ในตำแหน่งเดิมซ้ำ ๆ จนสร้างความรำคาญใจ ไม่ว่าจะพยายามรักษาเท่าไหร่สิวเหล่านั้นก็ยังกลับมา รบกวนอยู่เสมอ ขอชวนคนที่กำลังกังวลใจกับปัญหาสิวมารู้จักกับสาเหตุของการเกิดสิวแต่ละจุดบนใบหน้า พร้อมวิธีดูแลรักษาด้วยตัวเองเพื่อฟื้นฟูผิวหน้าให้แข็งแรง ห่างไกลสิว

    สิวเกิดจากอะไร? ชวนรู้จักกับสิวชนิดต่าง ๆ

    สิวผด

    สิวผด คือ สิวที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศ ทุกวัย และเป็นสิวที่เกิดขึ้นได้บ่อยที่สุด มีลักษณะเป็นตุ่มเล็ก ๆ กระจายตัวทั่วใบหน้าเป็นจำนวนมากคล้ายกับผื่นแพ้ เมื่อดูด้วยตาเปล่าจะเห็นเป็นตุ่มนูนเล็ก ๆ ไม่มีหัว แต่เมื่อสัมผัสจะรู้สึกได้ว่าผิวมีความสาก ไม่เรียบเนียน ในบางครั้งสิวผดอาจสร้างความรำคาญใจหรือทำให้รู้สึกระคายเคืองได้

    สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดสิวผดนั้นมีอยู่ด้วยกันหลัก ๆ 3 ประการ นั่นก็คืออุณหภูมิความร้อน มลภาวะ และพฤติกรรมการใช้ชีวิต ในบางครั้งยังอาจมีสาเหตุมาจากการที่เกราะปกป้องผิวอ่อนแอจนทำให้ผิวไวต่อการระคายเคืองอีกด้วย

    สิวอุดตัน

    สิวอุดตัน คือ สิวประเภทหนึ่งที่มีลักษณะเป็นตุ่มนูน ไม่มีหัวสิว สามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิด ได้แก่ สิวอุดตันหัวดำ ซึ่งจะมีลักษณะเป็นสิวหัวแข็ง มีสีดำคล้ำ สามารถมองเห็นได้ชัดเจน และอีกหนึ่งประเภทคือ สิวอุดตันหัวขาว ที่ยากต่อการมองเห็น สามารถรับรู้ได้จากการสัมผัสเท่านั้น

    สิวประเภทนี้เกิดจากความผิดปกติของกระบวนการผลัดเซลล์ผิว จากปกติที่เซลล์ผิวหนังกำพร้าจะผลัดออกไปตามธรรมชาติ กลับกลายเป็นจับตัวกันแน่นและอุดตันบริเวณรูขุมขน เมื่อนานวันเข้าก็จะสะสมรวมกับแบคทีเรียที่อยู่บนชั้นผิวหนังจนกลายเป็นเม็ดสิวอุดตันในที่สุด

    สิวอักเสบ

    สิวอักเสบถือว่าเป็นปัญหาสิวที่ทำให้หลายคนเกิดความไม่มั่นใจได้มากที่สุด เพราะสิวอักเสบเป็นสิวที่มีลักษณะเป็นตุ่มนูน บวมแดงจนเห็นได้ชัด ทั้งยังมาพร้อมกับความเจ็บปวดอีกด้วย อีกทั้งหากรักษาไม่ถูกวิธี หรือเผลอไปกดบีบสิวด้วยตัวเอง ยิ่งทำให้สิวเกิดการอักเสบหนักกว่าปกติ ตามมาด้วยปัญหารอยแผลเป็นและรอยดำจากสิวที่ยากจะรักษา

    สาเหตุของการเกิดสิวอักเสบนั้น เกิดจากการที่แบคทีเรียบนใบหน้าปล่อยเอนไซม์กระตุ้นสิวอุดตันที่เป็นอยู่แต่เดิมให้เกิดการอักเสบขึ้นมา ทำให้สิวมีความรุนแรงยิ่งขึ้น ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษา สิวอักเสบก็จะยิ่งทำลายชั้นผิวหนังจนกลายเป็นปัญหาหลุมสิวในที่สุด

    เจาะลึกสาเหตุของการเกิดสิวแต่ละจุดบนใบหน้าพร้อมวิธีรักษา

    นอกจากสาเหตุของสิวเหล่านี้ หลายคนยังคงสงสัยว่าเวลาที่สิวเกิดขึ้นตามจุดต่าง ๆ บนใบหน้านั้นมีสาเหตุมาจากอะไร? ทำไมยิ่งรักษายิ่งกลับมาเป็นซ้ำ นั่นเป็นเพราะพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เราทำโดยไม่รู้ตัวในแต่ละวัน อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้สิวเกิดขึ้นบนที่เดิมซ้ำ ๆ นั่นเอง ขอชวนมารู้จักกับสาเหตุของการเกิดสิวแต่ละจุดบนใบหน้า พร้อมวิธีรักษาให้หายขาดอย่างได้ผล

    สิวเกิดจากอะไร รักษาสิวอย่างไรให้หายแบบไม่ทิ้งรอย

    สิวบริเวณกรอบหน้า

    สำหรับใครที่กำลังเผชิญกับปัญหาสิวบริเวณกรอบหน้าและไรผม อาจมีสาเหตุของการเกิดสิวมาจากการใช้ยาสระผมที่มีส่วนผสมของสารเคมี น้ำมัน หรือน้ำหอม เพราะบางครั้งสารเคมีเหล่านี้อาจทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองได้ง่าย และยังเข้าไปอุดตันตามรูขุมขนอีกด้วย รวมถึงพฤติกรรมที่เผลอทำอยู่เป็นประจำ เช่น การสัมผัสบริเวณคางหรือแก้มในเวลาที่รู้สึกเครียด หรือการนั่งเท้าคางบ่อย ๆ โดยไม่รู้ตัว นอกจากนี้แม้แต่เรื่องเล็ก ๆ อย่างการสวมหมวกและการใช้ที่คาดผมเป็นเวลานาน ๆ ก็อาจทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองจนเกิดสิวอักเสบได้เช่นกัน

    วิธีรักษาสิวบริเวณกรอบหน้า

    • เลือกใช้ยาสระผมสูตรอ่อนโยนที่ปราศจากส่วนผสมของสารเคมีที่อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ รวมถึงต้องไม่มีส่วนผสมของน้ำมันและน้ำหอม
    • พยายามหลีกเลี่ยงการสัมผัสหน้าในระหว่างวัน
    • สวมใส่หมวกที่สะอาด และไม่ควรใส่หมวกตลอดทั้งวัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความอับชื้น
    • ในการทำความสะอาดใบหน้า ควรล้างไปถึงบริเวณไรผมให้สะอาดหมดจด และใช้ยาแต้มสิวทาในบริเวณที่เกิดสิวเป็นประจำทุกวัน

    สิวที่คาง

    สาเหตุของการเกิดสิวที่คางนั้น ปกติแล้วมักเกิดจากการที่ระดับฮอร์โมนแอนโดรเจนหรือฮอร์โมนเพศชายในร่างกายเพิ่มสูงขึ้น จนทำให้ต่อมไขมันบนใบหน้าผลิตน้ำมันออกมามากกว่าปกติ ในผู้หญิงมักมีอาการเหล่านี้ในช่วง 7-10 วันก่อนเป็นประจำเดือน ทำให้มีสิวที่คางเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าปกติ ซึ่งนอกจากเรื่องของฮอร์โมนแล้ว สิวที่คางยังเกิดจากการรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลสูงและอาหารแปรรูปมากเกินไป จนทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานผิดปกติอีกด้วย

    วิธีรักษาสิวที่คาง

    • หากพบว่าสิวที่คางเกิดขึ้นในช่วงก่อนเป็นประจำเดือน สามารถรักษาได้โดยการหมั่นล้างหน้าให้สะอาด หลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณคาง และรักษาด้วยเจลแต้มสิว
    • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลสูงและอาหารแปรรูป

    สิวที่หน้าผาก

    สิวที่หน้าผาก อาจเกิดได้จากการแพ้ยาสระผมเช่นเดียวกับการเกิดสิวบริเวณกรอบหน้า นอกจากนี้ยังมีสาเหตุมาจากการสัมผัสกับแสงแดดมากเกินไป รวมถึงการสัมผัสกับเหงื่อ ฝุ่นละออง และสิ่งสกปรก เพราะหน้าผากมักเป็นส่วนที่เผชิญกับสิ่งเหล่านี้ได้มากกว่าปกติ ทำให้รูขุมขนเกิดการอุดตันได้ง่าย

    วิธีรักษาสิวที่หน้าผาก

    • ในระหว่างวันให้พยายามซับเหงื่อบ่อย ๆ ด้วยกระดาษหรือผ้าเช็ดหน้าที่สะอาด
    • เมื่อกลับถึงบ้านให้ล้างหน้าจนมั่นใจว่าสะอาดหมดจด และรักษาด้วยเจลแต้มสิว
    • หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสที่หน้าผากในเวลาที่อยู่นอกบ้าน

    สิวที่แก้ม

    สิวที่แก้มเป็นสิวที่มักเกิดขึ้นได้บ่อยที่สุดสำหรับหลาย ๆ คน สาเหตุก็คือการที่ผิวหน้าไปสัมผัสกับหน้าจอโทรศัพท์มือถือหรือปลอกหมอนที่สกปรกอยู่บ่อย ๆ หรือเกิดจากการใช้มือสัมผัสแก้มด้วยความเคยชิน ซึ่งเราสามารถสังเกตได้จากการที่สิวมักจะเกิดขึ้นบนใบหน้าข้างที่ใช้โทรศัพท์บ่อย ๆ หรือข้างที่เรามักนอนตะแคงเป็นประจำ

    วิธีรักษาสิวที่แก้ม

    • หมั่นเช็ดทำความสะอาดหน้าจอโทรศัพท์มือถือเพื่อลดการสะสมของสิ่งสกปรก
    • ซักทำความสะอาดปลอกหมอน ผ้าห่ม และผ้าปูที่นอนอาทิตย์ละครั้ง
    • ไม่ใช้มือสัมผัสใบหน้าระหว่างวัน
    • ล้างหน้าให้สะอาดหมดจด และรักษาด้วยเจลแต้มสิว

    สิวบริเวณทีโซน

    บริเวณทีโซน (หน้าผาก จมูก และคาง) มักเป็นบริเวณที่ต่อมไขมันบนใบหน้าผลิตน้ำมันออกมามากที่สุด ยิ่งเผชิญกับอากาศร้อนหรือฝุ่นละออง ยิ่งทำให้เกิดสิวในบริเวณเหล่านี้ได้ง่าย ยิ่งเราสัมผัสกับบริเวณเหล่านี้บ่อย ๆ หรือแก้ปัญหาด้วยการบีบสิวด้วยตัวเอง ยิ่งทำให้สิวลุกลามมากขึ้น

    วิธีรักษาสิวบริเวณทีโซน

    • ในระหว่างวันให้พยายามซับเหงื่อบริเวณทีโซนบ่อย ๆ ด้วยกระดาษหรือผ้าเช็ดหน้าที่สะอาด
    • เมื่อกลับถึงบ้านให้ล้างหน้าจนมั่นใจว่าสะอาดหมดจด และรักษาด้วยเจลแต้มสิว
    • หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสบนใบหน้าในเวลาที่อยู่นอกบ้าน

    สำหรับใครที่มองหายารักษาสิวดี ๆ เพื่อช่วยรักษาสิวให้หายแบบไม่ทิ้งรอย ขอแนะนำเจลแต้มสิว Provamed Acne Spot Gel เวชสำอางที่ผ่านการพัฒนาโดยผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง ช่วยให้สิวยุบไว ไม่ทิ้งรอยดำ และไม่ทำให้ผิวแห้งลอก

    ช็อปสะดวกผ่านช่องทางออนไลน์, ห้างสรรพสินค้า และร้านขายยาใกล้บ้านคุณ

    เจลแต้มสิว provamed acne spot gel 1

  • แจก วิธีรักษาสิวแบบธรรมชาติที่ทำได้ทุกวัน

    แจก วิธีรักษาสิวแบบธรรมชาติที่ทำได้ทุกวัน

    วิธีรักษาสิวแบบธรรมชาติ

    หนึ่งในปัญหากวนใจหนุ่มสาววัยเรียน และวัยทำงานคือปัญหาสิว ซึ่งหากปล่อยไว้นาน สิวเหล่านี้อาจเกิดการอักเสบ ทำให้รักษาได้ยากขึ้น มารู้จักปัจจัยและสาเหตุของการเกิดสิว พร้อมวิธีรักษาสิวแบบธรรมชาติที่ทำได้ทุกวันกันดีกว่า!

    สาเหตุของการเกิดสิว

    สิว เป็นผลลัพธ์ของความสกปรกบนใบหน้ากับความมันส่วนเกิน ซึ่งเมื่อมารวมตัวกันอยู่ในรูขุมขนอาจทำให้เกิดการอุดตัน หากปล่อยไว้นาน จากปัญหาสิวอุดตันธรรมดา ๆ อาจกลายเป็นปัญหาสิวอักเสบได้ อีกทั้งยังจะทำให้รักษาได้ยาก แถมยังเสี่ยงกับการเกิดรอยดำ รอยแดง และอาจทำให้ผิวกลายเป็นหลุมสิวได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

    ดังนั้นเพื่อป้องกันปัญหา ‘สิวทำร้ายผิวหน้า’ ควรหลีกเลี่ยงกับปัจจัยต่าง ๆ ที่อาจส่งผลกับการเกิดสิวโดยตรง เพราะเป็นวิธีลดสิวที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด

    ลองมาดูกันว่าจะมีปัจจัยใด ที่เป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดสิวบ้าง

    • อาหาร : อาหารที่มีน้ำตาลสูง รวมถึงอาหารประเภทแป้ง ขนมปัง เบเกอรี่ต่าง ๆ มีส่วนทำให้ร่างกายถูกกระตุ้นให้ผลิตซีบัมหรือไขมันมากกว่าปกติ ทำให้รูขุมขนบนผิวหนังเกิดการอุดตันได้ง่าย ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดสิว
    • ฮอร์โมน : ในช่วงที่มีรอบเดือน หรือมีความเครียด เป็นช่วงที่ฮอร์โมนในร่างกายมีความแปรปรวนสูง ทำให้มีการผลิตน้ำมันออกมาบนผิวเป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจทำให้รูขุมขนเกิดการอุดตันได้ง่ายขึ้น
    • สภาพแวดล้อม : อากาศที่ร้อนชื้นทำให้ผิวมีการขับเหงื่อออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งเมื่อเจอกับมลภาวะร่วมด้วย ทั้งแสงแดด ฝุ่นละออง และควันรถ มักจะเกิดการสะสมของสิ่งสกปรก ทำให้เกิดการอุดตันในขุมขนและเป็นสิวได้
    • ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว : การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บางชนิดที่มีสารเคมี หรือส่วนผสมแปลกปลอมล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวอุดตันได้เช่นกัน

    วิธีรักษาสิวแบบธรรมชาติที่ทำได้ด้วยตัวเอง

    ลดสิวอักเสบด้วยหอมแดง

    หอมแดง พืชติดครัวที่ช่วยรักษาสิวแบบธรรมชาติ มีฤทธิ์ช่วยต้านการอักเสบ และช่วยลดอาการบวมแดงของสิวได้ โดยนำหอมแดงมาล้างด้วยน้ำสะอาด แล้วหั่นเป็นชิ้นบาง ๆ จากนั้นนำไปแปะบริเวณสิวอักเสบ ก็จะช่วยให้สิวยุบตัวและทำให้สิวหายได้เร็วขึ้น

    ดีท็อกซ์สิวเสี้ยนด้วยไข่ขาว

    ไข่ขาวสีเหลืองใส มีคุณสมบัติหนืดเหนียวเฉพาะตัว ที่สามารถดูดสิวเสี้ยนให้หลุดออกมาได้ง่าย ๆ สำหรับการนำมาช่วยรักษาสิวทำได้ด้วยการ ให้นำไข่ขาวดิบทาลงบนกระดาษทิชชู แล้วนำไปแปะบริเวณที่มีสิวเสี้ยน โดยสามารถทาไข่ขาวทับเพิ่มบริเวณที่เป็นสิวเพื่อให้ไข่ขาวเกาะหน้าได้ดีขึ้น เมื่อแผ่นทิชชูแข็งตัวแล้ว สามารถลอกสิวเสี้ยนออกมาได้เลย เป็นหนึ่งวิธีลดสิวเสี้ยนยอดนิยมที่ได้ผลลัพธ์ที่ดี

    สิวยุบตัวด้วยน้ำมะนาว

    น้ำมะนาวสด อุดมไปด้วยวิตามินซีและมีกรดผลไม้ AHA หรือ Alpha Hydroxy Acids ที่สามารถช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการเกิดสิวได้ โดยผสมน้ำมะนาวกับน้ำอุ่นเพื่อให้เกิดการเจือจาง จากนั้นนำสำลีไปชุบให้ชุ่มน้ำเล็กน้อย และนำไปพอกให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ 10-15 นาทีแล้วเอาออก สิวอักเสบที่มีจะค่อย ๆ ยุบตัวลงได้

    ลดรอยสิวด้วยมะละกอ

    มะละกอ นอกจากจะมีไฟเบอร์ที่ช่วยเรื่องการขับถ่ายแล้ว ยังมีกรดอัลฟา-ไฮดร็อกซี่ ที่มีประสิทธิภาพช่วยลดการอักเสบของสิวได้ดี รวมถึงมีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยลดรอยดำต่าง ๆ ให้จางลงได้ วิธีการให้นำมะละกอมาบดเป็นเนื้อละเอียดและพอกบริเวณรอยสิวประมาณ 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด เพียงเท่านี้สิวอักเสบและจุดด่างดำก็จะเริ่มจางลง เป็นอีกหนึ่งวิธีลดสิวด้วยธรรมชาติที่ดีต่อผิว

    มาสก์หน้าด้วยโยเกิร์ต

    ฟื้นฟูผิวและรักษาสิวด้วยตัวเองจากการมาสก์หน้าด้วยโยเกิร์ต เพราะโยเกิร์ตจะมีกรดจากธรรมชาติ และมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียบนผิวหน้าได้เป็นอย่างดี ช่วยลดสาเหตุของการเกิดสิวได้ วิธีการก็คือ ให้นำโยเกิร์ตรสธรรมชาติมามาสก์บนผิวหน้าโดยเน้นบริเวณที่เกิดสิว จากนั้นให้พักไว้ 15-30 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด

    รักษาสิวด้วยตัวเองฉบับ 2023

    วิธีดูแลผิวหน้าไม่ให้เกิดสิว

    การรักษาสิวด้วยตัวเองที่ดีและมีประสิทธิภาพที่สุดคือ การมีพฤติกรรมดูแลผิวหน้าที่เหมาะสมและทำเป็นกิจวัตร ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดสิว แต่ยังจะสามารถช่วยฟื้นฟูผิวให้มีสุขภาพที่แข็งแรงได้อีกด้วย

    1. เน้นทำความสะอาดผิวหน้าให้หมดจด ด้วยการเลือกใช้คลีนซิ่งที่สามารถทำความสะอาดได้ลึกถึงรูขุมขน รวมถึงเลือกใช้คลีนเซอร์สูตรอ่อนโยน ไม่มีสารเคมี จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดสิวได้
    2. เมื่อผิวเป็นสิว ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสผิวในบริเวณเป็นสิว รวมถึงการแกะ แคะ เกา ที่เป็นการทำร้ายผิวหน้าให้แย่ลง
    3. ปัญหาน้ำมันสะสมบนผิวหน้า เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดสิว เราจึงควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด รวมถึงของมัน ของทอด โดยเฉพาะในช่วงที่ฮอร์โมนแปรปรวนหรือมีความเครียด
    4. หมั่นออกกำลังกายเพื่อขับสารพิษ และเพื่อมีสุขภาพที่ดีเป็นประจำ
    5. ดื่มน้ำเปล่าสะอาดให้เพียงพอต่อร่างกาย เพราะนอกจากจะช่วยกำจัดของเสียในร่างกายได้แล้ว ยังช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิว ส่งผลให้ผิวดูสดใส อิ่มน้ำ และห่างไกลจากปัญหาสิวได้

    นอกจากวิธีรักษาสิวด้วยตัวเองแล้ว มาดูแลผิวหน้าพร้อมรักษาสิวให้หายแบบไม่ทิ้งรอย ด้วยเจลแต้มสิวประสิทธิภาพสูงจาก Provamed Acne Spot Gel ที่ช่วยดูแลปัญหาสิวได้อย่างครอบคลุม สิวยุบไว ไม่ทิ้งรอยดำ และยังเป็นสกินแคร์รักษาสิวอักเสบที่ได้รับการศึกษาและพัฒนาโดยผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง เพื่อช่วยดูแลปัญหาสิวกวนใจ ทั้งสิวอักเสบ สิวหัวหนอง สิวหัวใหญ่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ช็อปสะดวกผ่านช่องทางออนไลน์, ห้างสรรพสินค้า และร้านขายยาใกล้บ้านคุณ

    เจลแต้มสิว provamed acne spot gel

  • บอกต่อวิธีทาครีมกันแดดที่ถูกต้อง จบครบที่เดียว

    บอกต่อวิธีทาครีมกันแดดที่ถูกต้อง จบครบที่เดียว

    ในบรรดาศัตรูทั้งหมดที่สามารถทำอันตรายกับผิวหนัง คงไม่มีอะไรร้ายกาจไปกว่า ‘แสงแดด’ โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ขึ้นชื่อในเรื่องความร้อนแรงของแดดที่ไม่เป็นสองรองใคร เพราะนอกจากความร้อนจะทำให้เกิดเหงื่อไคลเหนอะหนะน่ารำคาญแล้ว แสงแดดยังนำไปสู่ปัญหาผิวหนังมากมายเช่น ฝ้า กระ หรือจุดด่างดำ ยิ่งถ้าเราไม่ใส่ใจป้องกันได้ดี ปัญหาผิวเหล่านี้ก็พร้อมยกขบวนพาเหรดมาเยือนได้ง่าย ๆ

    หนึ่งในวิธีป้องกันไม่ให้แสงแดดโจมตีผิวหนังที่ดีที่สุดคือการทาครีมกันแดด ทั้งยังเป็นวิธีที่ลงทุนน้อยและสะดวกสบาย เนื่องจากในปัจจุบันมีครีมกันแดดมากมายให้เลือกใช้ อย่างไรก็ตาม ครีมกันแดดที่ใช่เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ที่จะช่วยปกป้องผิวของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ต้องรวมถึงการทาครีมกันแดดให้ถูกวิธีด้วย

    ในบทความนี้ เราจะมาบอกต่อถึงวิธีทาครีมกันแดดที่ถูกต้อง เพื่อช่วยปกป้องผิวได้อย่างสูงสุด ติดตามได้เลย

    ทาครีมกันแดดให้ถูกวิธี ทาอย่างไร

    เมื่อไรที่ควรทาครีมกันแดด?

    ขั้นตอนแรกของการทาครีมกันแดดให้ถูกวิธี จำเป็นต้องรู้ก่อนว่าช่วงเวลาไหนที่เหมาะสมกับการทาครีมกันแดดให้เกิดประสิทธิภาพ โดยคำตอบที่ถูกต้องคือควรทาครีมกันแดดอย่างน้อย 15 ถึง 20 นาทีก่อนออกไปเผชิญกับแสงแดดด้านนอก เพื่อให้เนื้อครีมเคลือบผิวเป็นชั้นบาง ๆ และพร้อมปกป้องผิวจากแสงแดดได้อย่างครอบคลุม

    ยังไม่จบเพียงเท่านั้น หลังจากที่ไปเผชิญกับแสงแดดแล้ว วิธีทาครีมกันแดดที่ถูกต้องคือควรทาซ้ำเป็นครั้งที่ 2 ภายในชั่วโมงแรก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันให้ดียิ่งขึ้น

    ปริมาณครีมกันแดดที่เหมาะสมในการทาแต่ละครั้ง

    น้อยเกินไปหรือมากเกินไปย่อมไม่ใช่เรื่องดี การทาครีมกันแดดให้ถูกวิธีควรทาในปริมาณที่พอดี โดยมีหลักแนะนำดังต่อไปนี้

    • ประมาณ 1 ออนซ์ (28 กรัม) คือปริมาณครีมกันแดดที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการทาทั่วตัวต่อ 1 ครั้ง โดยสามารถกะปริมาณได้คร่าว ๆ คือครึ่งฝ่ามือ
    • สำหรับเด็ก ปริมาณครีมกันแดดที่เหมาะสมต่อ 1 ครั้งคือครึ่งออนซ์ (14 กรัม)
    • ควรมีครีมกันแดดสำหรับใบหน้าแยกไว้โดยเฉพาะ แต่ในกรณีที่ไม่มี ให้ใช้เพียง ¼ ออนซ์เท่านั้นสำหรับการทาทั่วใบหน้า 1 ครั้ง

    วิธีทาครีมกันแดดที่ถูกต้องแบบ Step by Step

    เมื่อทราบถึงช่วงเวลาและปริมาณที่เหมาะสมในการทาครีมกันแดดให้ถูกวิธีแล้ว สิ่งต่อไปที่ต้องรู้ด้วยเช่นกันก็คือ วิธีการชะโลมครีมลงบนผิวหนัง ซึ่งเราจะอธิบายให้ทุกคนเข้าใจได้ง่ายที่สุดแบบ Step by Step

    1. บีบครีมกันแดดปริมาณ 1 ออนซ์ลงบนฝ่ามือ
    2. หลักสำคัญของวิธีทาครีมกันแดดที่ถูกต้องคือ บริเวณไหนที่ต้องโดนแดดมากเป็นพิเศษ ให้ทาครีมได้เยอะ ๆ ส่วนบริเวณไหนของร่างกายที่ไม่ค่อยโดนแดด ก็สามารถทาครีมน้อย ๆ ได้ ดังนั้นจึงไม่มีหลักเกณฑ์ตายตัว ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล
    3. ใช้นิ้วแบ่งครีม 1 ออนซ์บนฝ่ามือ ไปแต้มตามจุดต่าง ๆ ที่สัมผัสแดดตามความเหมาะสม
    4. เมื่อนำครีมกันแดดไปแต้มตามจุดต่าง ๆ จนหมดแล้ว จากนั้นใช้มือลูบให้ทั่ว เพื่อเกลี่ยเนื้อครีมให้เคลือบผิว
    5. รอให้เนื้อครีมเคลือบผิวประมาณ 15-20 นาที ก่อนออกไปเผชิญแดด
      สำหรับบริเวณใบหน้า แนะนำให้ใช้ครีมกันแดดสำหรับผิวหน้าโดยเฉพาะ ก็จะช่วยปกป้องผิวหน้าได้ดีที่สุด

    วิธีทาครีมกันแดด ได้ผลดีที่สุด

    SPF ไม่ใช่ทุกอย่างของการปกป้องผิว

    อีกหนึ่งสิ่งที่เราอยากหยิบยกมาบอกต่อ เพื่อตอบคำถามว่าทาครีมกันแดดยังไงให้ได้ผล คือความจริงที่ว่า “ค่า SPF ไม่ใช่ทุกอย่างของการปกป้องผิว” เพราะเรื่องนี้ได้สร้างความเข้าใจผิดที่สุดให้กับการใช้ครีมกันแดด

    จริงอยู่ที่ค่า SPF บ่งบอกถึงพลังในการป้องกันแสงแดดของครีมกันแดดแต่ละยี่ห้อ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าค่า SPF ก็คือพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ในการใช้ชีวิต ยกตัวอย่างเช่น การทาครีมกันแดด SPF 50 แต่ต้องอยู่ท่ามกลางแสงแดดแรงตลอดทั้งวัน อย่างไรเสียผิวก็ย่อมโดนแสงแดดทำร้ายมากกว่าการทาครีมกันแดด SPF 15 แต่ก็ควรพยายามหาที่หลบแสงแดดอยู่เสมอ หรือหาตัวช่วยอย่างการกางร่มก็สามารถช่วยได้เช่นกัน

    นอกจากนี้ ความสม่ำเสมอในการทาก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น ในสภาพอากาศเดียวกัน การหมั่นทาครีมกันแดด SPF 15 ทุก ๆ 2 ชั่วโมง ย่อมมีประสิทธิภาพในการป้องกันผิวได้มากกว่าการทาครีมกันแดด SPF 50 เพียงครั้งเดียวตลอดทั้งวัน

    ครีมกันแดดหน้า Provamed Sun Face ตัวเลือกที่ใช่!

    ถึงตรงนี้ ทุกคนคงกระจ่างแล้วว่าทาครีมกันแดดยังไงให้ได้ผล และสำหรับใครที่มองหาครีมกันแดดคุณภาพดีสำหรับใช้สำหรับปกป้องผิวหน้าจากแสงแดด ตัวเลือกดี ๆ อย่างครีมกันแดดสำหรับผิวหน้า Provamed Sun Face ก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่สร้างผลลัพธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยคุณสมบัติปกป้องผิวจากรังสี UVA/UVB ได้สูงถึง 50 เท่า พร้อมช่วยป้องกันผิวจากรังสีอินฟราเรด, แสงสีฟ้า และมลภาวะภายนอกที่ต้องเผชิญในแต่ละวัน เนื้อสัมผัสเบาสบายผิว ซึมเร็ว ไม่เหนียวเหนอะหนะ ช่วยให้ผิวดูเรียบเนียน พร้อมทั้งช่วยควบคุมความมันซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดสิว สามารถใช้ได้ทุกวันโดยไม่ทำให้ผิวอุดตัน

    ช็อปสะดวกผ่านช่องทางออนไลน์, ห้างสรรพสินค้า และร้านขายยาใกล้บ้านคุณ

    ครีมกันแดดสำหรับหน้า Provamed Sun Face

  • รักษาแผลคีลอยด์อย่างไรให้หายแบบไม่ทิ้งรอย

    รักษาแผลคีลอยด์อย่างไรให้หายแบบไม่ทิ้งรอย

    แผลคีลอยด์ คืออะไร รักษาอย่างไร

    เมื่อเรามีเหตุเจ็บไข้ไม่สบายต้องผ่าตัด หรือเกิดอุบัติเหตุที่ไม่ได้ตั้งใจจนทำให้กลายเป็นรอยแผลเป็น บางครั้งอาจสังเกตได้ว่ารอยแผลเป็นนั้นไม่ได้หายไปไหน แต่ทิ้งร่องรอยเป็นก้อนนูนที่เห็นได้ชัด แผลเป็นในลักษณะนี้คือแผลเป็นคีลอยด์ ที่ทำให้หลาย ๆ คนหมดความมั่นใจ

    ชวนมาทำความรู้จักกับแผลเป็นนูนที่สร้างปัญหากวนใจ พร้อมแนวทางการรักษาแผลคีลอยด์ด้วยตัวเอง กับการเลือกใช้ยาลดรอยแผลเป็นที่เหมาะสม

    แผลคีลอยด์ คืออะไร มีลักษณะเป็นอย่างไร?

    แผลคีลอยด์ คือ รอยแผลเป็นชนิดหนึ่งที่มีการขยายใหญ่ออกนอกขอบเขตของบาดแผลจนกลายเป็นแผลนูน ซึ่งแผลคีลอยด์นั้นจะมีสีที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละบุคคล เช่น สีแดง สีช้ำอมม่วง หรือสีดำคล้ำ ในบางครั้งอาจทำให้เกิดอาการเจ็บ คัน และรู้สึกตึงที่รอยแผล โดยปกติแล้วแผลคีลอยด์มักไม่ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ ต่อร่างกาย แต่มักทำให้ผู้ที่มีรอยแผลเป็นชนิดนี้เกิดความไม่มั่นใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะหากเกิดขึ้นในบริเวณที่สามารถสังเกตเห็นได้ชัดเจน เช่น มือ แขน หรือแม้กระทั่งบนใบหน้า

    แผลคีลอยด์ เกิดขึ้นได้อย่างไร?

    โดยปกติแล้วเมื่อเราเกิดบาดแผล ร่างกายจะทำการรักษาตามกระบวนการธรรมชาติด้วยการสร้างเนื้อเยื่อและคอลลาเจนขึ้นมาเพื่อซ่อมแซม จากนั้นบาดแผลจะเริ่มสมานกันและยุบตัวลง ซึ่งแผลคีลอยด์นั้นเกิดจากความผิดปกติของกระบวนการซ่อมแซมบาดแผล ทำให้ร่างกายสร้างเนื้อเยื่อและคอลลาเจนมากเกินไปจนกลายเป็นแผลนูนขึ้นมา

    ปัจจัยที่ทำให้เกิดแผลคีลอยด์

    ในปัจจุบันสาเหตุที่ทำให้เกิดแผลคีลอยด์ในแต่ละบุคคลยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัด แต่เชื่อว่ามักเกิดจากปัจจัยต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

    • สีผิว แผลคีลอยด์มักเกิดขึ้นกับผู้ที่มีผิวสีเข้มมากกว่าผิวขาว
    • พันธุกรรม สำหรับใครที่คนในครอบครัวมีประวัติการเป็นแผลคีลอยด์มาก่อน ก็มีโอกาสที่จะเกิดแผลคีลอยด์ได้มากกว่าปกติ
    • ตำแหน่งที่เกิดบาดแผล บริเวณหัวไหล่ หลัง หน้าอก และใบหู เป็นตำแหน่งที่มีโอกาสเกิดแผลคีลอยด์ได้มากกว่าส่วนอื่น ๆ

    แผลคีลอยด์ สามารถรักษาได้ด้วยวิธีใดบ้าง?

    รักษาด้วยการฉีดยาสเตอรอยด์

    การฉีดยาสเตอรอยด์เป็นวิธีมาตรฐานที่นิยมใช้ในการรักษาแผลคีลอยด์ โดยเป็นการฉีดตัวยา Triamcinolone acetonide เข้าไปยังบริเวณที่เป็นแผลคีลอยด์ ซึ่งยาชนิดนี้จะช่วยลดการอักเสบและยับยั้งการทำงานของเซลล์ผิว ทำให้แผลอ่อนนุ่มขึ้นและค่อย ๆ ยุบตัวลง รวมถึงช่วยบรรเทาอาการคันและการอักเสบ หากใครที่สงสัยว่าหลังจากฉีดคีลอยด์แล้วกี่วันหาย ปกติแล้วในการฉีดจะมีการเว้นระยะห่างประมาณ 4-6 สัปดาห์ เมื่อรอยแผลเป็นดีขึ้นแล้วจึงสามารถเว้นระยะห่างในการเข้ารับการรักษาได้ตามความเหมาะสม ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้พิจารณา

    รักษาด้วยตัวเอง

    อีกหนึ่งวิธีในการรักษาแผลคีลอยด์ก็คือการรักษาด้วยตัวเอง ซึ่งจะต้องเริ่มรักษาตั้งแต่ช่วงที่เกิดบาดแผลเพื่อป้องกันไม่ให้แผลมีขนาดใหญ่ขึ้น พร้อมกับดูแลอย่างถูกวิธี รวมถึงการเลือกใช้ยาลดรอยแผลเป็นในแบบเนื้อเจลซิลิโคนที่มีประสิทธิภาพสูง เหมาะสำหรับการรักษาแผลคีลอยด์โดยเฉพาะ

    ยาลดรอยแผลเป็น รักษาแผลคีลอยด์

    แนวทางการรักษาแผลคีลอยด์ด้วยตัวเอง

    1. เริ่มดูแลแผลตั้งแต่ช่วงที่แผลเริ่มแห้ง

    เมื่อร่างกายของเราเกิดบาดแผล กระบวนการรักษาแผลตามธรรมชาติจะเกิดขึ้นทันที ดังนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่สังเกตได้ว่าแผลเริ่มแห้ง สิ่งที่ควรทำก็คือ หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือลูบบริเวณแผลบ่อย ๆ รวมถึงไม่แกะสะเก็ดแผล เพราะอาจทำให้กระบวนการซ่อมแซมแผลทำงานผิดปกติได้ จากนั้นให้หมั่นทาด้วยยาลดรอยแผลเป็นเนื้อเจลซิลิโคน เพราะเนื้อเจลซิลิโคนนั้นจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ทำให้กระบวนการรักษาแผลสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

    2. ปิดด้วยผ้าพันแผล

    การปิดด้วยผ้าผันแผลเป็นวิธีที่จะช่วยป้องกันไม่ให้แผลนูนขึ้น โดยการใช้เทปพันแผลหรือผ้ายืดสำหรับพันแผลปิดทับลงไปให้แนบสนิทกับผิวหนัง ควรหมั่นเปลี่ยนเทป/ผ้า และหมั่นทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการหมักหมมของสิ่งสกปรก

    3. ปิดด้วยแผ่นเจลซิลิโคน

    นอกจากการใช้เทปหรือผ้าพันแผลแล้ว อีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยรักษาแผลคีลอยด์ได้ก็คือการปิดแผลด้วยแผ่นเจลซิลิโคน เพื่อป้องกันการเจริญเติบโตของแผล โดยจะต้องปิดอย่างต่อเนื่องวันละ 12-24 ชั่วโมง เป็นเวลาอย่างน้อย 2-3 เดือน เพราะปกติแล้วแผลคีลอยด์มักมีโอกาสเกิดขึ้นได้ภายใน 3 เดือน

    4. ป้องกันแผลจากแสงแดด

    การปกป้องแผลจากแสงแดดจะช่วยลดโอกาสการเจริญเติบโตของแผลและป้องกันไม่ให้รอยแผลเป็นมีสีดำคล้ำจนรักษาได้ยาก สามารถทำได้ด้วยการทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอหลังจากที่แผลแห้งแล้ว หรือปกปิดแผลด้วยผ้าพันแผลเพื่อป้องกันไม่ให้แผลเผชิญกับแสงแดดโดยตรง โดยควรทำอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 6 เดือน เพื่อให้แน่ใจว่าแผลจะไม่นูนขึ้นและไม่เปลี่ยนสี

    ยาลดรอยแผลเป็น Provamed Scar Silicone

    ในการรักษาแผลคีลอยด์ด้วยตัวเองนั้น สิ่งสำคัญคือการเลือกใช้ยาที่มีประสิทธิภาพและมีคุณสมบัติเหมาะสำหรับการป้องกันแผลคีลอยด์โดยเฉพาะ ขอแนะนำ ยาลดรอยแผลเป็น Provamed Scar Silicone ยาเนื้อเจลซิลิโคนที่สามารถใช้รักษาแผลจากอุบัติเหตุ แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก และยังสามารถใช้ได้กับแผลที่เกิดจากการผ่าตัด ผ่าคลอด ศัลยกรรมทุกชนิด เป็นยาเนื้อเจลใส ไม่เหนียวเหนอะหนะ มีส่วนผสมของนวัตกรรมโปรตีนจากพืช (plant-Epidermal Growth Factor)ที่ใกล้เคียงกับโปรตีนในผิว ช่วยให้รอยแผลเป็นค่อย ๆ อ่อนนุ่ม

    ช็อปสะดวกผ่านช่องทางออนไลน์, ห้างสรรพสินค้า และร้านขายยาใกล้บ้านคุณ

    ข้อมูลอ้างอิง:
    https://www.phyathai.com/article_detail/3538/th/บอกลา_แผลคีลอยด์_โดยไม่ทิ้งร่องรอยของความเจ็บปวด
    https://www.mfuhospitalbkk.com/17308669/แผลคีลอยด์รักษาอย่างไร

  • แชร์ วิธีรักษารอยดำจากสิวแบบง่าย ๆ ทำได้ด้วยตัวเอง

    แชร์ วิธีรักษารอยดำจากสิวแบบง่าย ๆ ทำได้ด้วยตัวเอง

    สำหรับคนที่มีปัญหาผิวเป็นสิว นอกจากวิธีการดูแลรักษาและป้องกันสาเหตุของการเกิดสิวแล้ว ปัญหารอยสิว ก็มักจะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาด้วยเสมอ และอาจส่งผลต่อความมั่นใจของเราได้ มาเรียนรู้ถึงปัญหาสิว และเคล็ด(ไม่)ลับ กับวิธีลดรอยสิวแบบง่าย ๆ ที่ทำได้ทุกวันกันได้ในบทความนี้

    วิธีรักษารอยดำจากสิวแบบง่าย ๆ

    ปัญหาสิวเกิดจากอะไร?

    หนึ่งในปัญหาผิวที่น่าปวดหัวของวัยหนุ่มสาว คือสิวเม็ดเล็ก ๆ ที่เกิดจากการอุดตันของระบบต่อมไขมันในรูขุมขน หรือที่เรียกว่า “โคมิโดน” ยิ่งถ้าหากมีเชื้อแบคทีเรียเข้ามาเป็นตัวกระตุ้นเพิ่มเติมก็จะทำให้เกิดการอักเสบได้ง่ายขึ้น ผลที่ตามมาคืออาการเจ็บปวดบริเวณที่เกิดสิว ซึ่งอาจมีตุ่มหนองร่วมด้วย ทำให้รักษาได้ยากขึ้น โดยมักเกิดขึ้นบริเวณใบหน้า หน้าอก หลังช่วงบน ไหล่ เป็นต้น

    ปัจจัยที่ทำให้เกิดสิว

    ภายใน

    • ฮอร์โมน : ในช่วงวัยรุ่นเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนมากกว่าปกติ ซึ่งเจ้าฮอร์โมนสามารถไปกระตุ้นต่อมไขมันให้ผลิตไขมันมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการอุดตันในรูขุมขนได้ง่าย
    • ความเครียด : ในช่วงที่เกิดความเครียดจะสังเกตได้ว่าปัญหาสิวก็มักจะตามมาด้วยเช่นกัน เพราะความเครียดจะทำให้ร่างกายผลิตน้ำมันออกมามากเกินไป ยิ่งหากต้องเจอกับฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกต่าง ๆ ก็อาจทำให้เกิดอาการสิวเห่อได้ง่ายขึ้น

    ภายนอก

    • สภาพแวดล้อม : ในทุกวันเราต้องพบเจอกับสภาพแวดล้อมที่มีสิ่งสกปรกอยู่รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นละออง ควันรถ รังสียูวีจากแสงแดด ล้วนเป็นสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดสิวได้ง่าย
    • สกินแคร์ : การเลือกใช้สกินแคร์ที่มีสารเคมี อาจทำให้ผิวเกิดความระคายเคือง รวมถึงเกิดการอุดตันในรูขุมขนได้เช่นกัน

    ปัญหารอยสิวเกิดจากอะไร?

    สิว เป็นปัญหาผิวที่สามารถดูแลและรักษาให้หายได้ แต่เมื่อหายแล้วก็มักจะทิ้งรอยสิวไว้ให้ดูต่างหน้าเสมอ อีกทั้งยังอาจทำให้ผิวเกิดการอักเสบบริเวณชั้นใต้ผิวหนัง ซึ่งเมื่อเข้าสู่กระบวนการซ่อมแซมรอยสิว อาจทำให้การผลิตเม็ดสีหรือเมลานินเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ทำให้ผิวบริเวณนั้นมีสีที่ไม่สม่ำเสมอ เกิดเป็นรอยดำ รอยแดง ซึ่งหากสิวมีอาการอักเสบมากก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงกับปัญหารอยสิวและหลุมสิวได้มากขึ้น

    ประเภทของรอยสิว

    • รอยแดงจากสิว : เป็นผิวที่เกิดการอักเสบของสิวอุดตันในรูขุมขน ซึ่งมักถูกแกะ แคะ บีบ ทำให้ผิวเกิดอาการอักเสบ บวม และมีรอยแดง
    • รอยดำจากสิว : เป็นผิวที่เนื้อเยื่อบริเวณนั้นมีการอักเสบมาก และยังอยู่ในช่วงฟื้นฟูผิวที่ไม่สมบูรณ์ดี แต่ยังถูกกระตุ้นให้เม็ดสีผิวทำงานมากขึ้น ทำให้เกิดรอยดำที่บริเวณผิวหนัง
    • หลุมสิว : เป็นผิวที่มีการอักเสบรุนแรงจากปัญหาสิว โดยที่ผิวยังไม่สามารถสมานแผลเพื่อเติมเต็มส่วนที่บาดเจ็บในชั้นผิวที่ลึกลงไปได้อย่างเต็มที่ จึงทิ้งรอยหลุมสิวเอาไว้บนผิวหนังชั้นนอก

    วิธีลดรอยสิวให้หายดี

    วิธีลดรอยสิวให้หายดี

    อาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ

    สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) นับว่าเป็นสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องผิว เพราะมีส่วนช่วยในการชะลอความเสื่อมและฟื้นฟูเซลล์ผิวที่อักเสบจากสิวได้เป็นอย่างดี รวมถึงช่วยสร้างคอลลาเจนให้กับผิว พร้อมช่วยเติมเต็มเนื้อเยื่อที่ไม่สมบูรณ์ ให้ผิวที่เกิดใหม่มีความเรียบเนียนและสุขภาพดี โดยเราสามารถพบสารต้านอนุมูลอิสระได้ในอาหารจำพวกผัก ผลไม้ เช่น ส้ม แอปเปิล องุ่นแดง ชาเขียว หัวหอม มะเขือเทศ เป็นต้น

    หลีกเลี่ยงการทำร้ายผิวในบริเวณที่เป็นสิว

    หนึ่งในวิธีลดรอยสิวที่ดีที่สุดคือการงดสัมผัสใบหน้าโดยเฉพาะบริเวณที่เกิดสิว โดยควรหลีกเลี่ยงการแกะ แคะ เกาผิว ซึ่งจะทำให้ผิวมีการอักเสบมากขึ้น เพราะหากไม่หลีกเลี่ยงกับพฤติกรรมเหล่านี้ ปัญหารอยแดง รอยดำ และหลุมสิวก็อาจจะตามมาได้ง่าย ๆ

    หลีกเลี่ยงแสงแดด

    แสงแดด เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผิวเป็นสิวเกิดรอยดำได้ง่าย ดังนั้นการรักษารอยดำจากสิว คือการเลี่ยงแสงแดด รวมถึงหมั่นใช้ครีมกันแดดเป็นประจำเมื่อออกกลางแจ้ง เพราะนอกจากจะช่วยปกป้องผิวและลดรอยดำได้แล้ว ปัญหาจุดด่างดำ ฝ้า กระ ก็จะไม่เกิดขึ้นอีกด้วย

    ใช้เลเซอร์ลดรอยสิว

    ปัญหาหลุมสิวอาจต้องใช้เวลาในการรักษา การเลือกวิธีลดรอยสิวด้วยการใช้เลเซอร์ จึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกยอดนิยม โดยจะเป็นการใช้คลื่นพลังงานเข้มข้นเข้าไปทำลายเซลล์ผิวเก่า พร้อมกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาทดแทน ทำให้หลุมสิวตื้นขึ้นได้

    เลือกสกินแคร์เซรั่มลดรอยสิว

    การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลปัญหาผิวเป็นสิว เป็นตัวเลือกที่สามารถช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุด ที่มีทั้งความสะดวกและง่ายมากที่สุดวิธีหนึ่ง โดยควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลปัญหารอยสิวที่มีประสิทธิภาพสูงอย่าง Provamed Post Acne Scar Gel ในรูปแบบของเซรั่มลดรอยสิว ที่มีเนื้อเจลใส บางเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะ มีสารสกัด Epitensive ซึ่งเป็นนวัตกรรมโปรตีนจากพืช (Plant Epidermal Growth Factor) ช่วยในการฟื้นฟูผิว ลดปัญหารอยแผลและหลุมสิว พร้อมช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระทำให้ผิวแข็งแรง อีกทั้งยังเป็นสูตรอ่อนโยนที่ปราศจากแอลกอฮอล์ ซิลิโคน พาราเบน น้ำหอมและสี

    ดูแลรอยสิวให้จางลงได้งาย ๆ ด้วยเซรั่มลดรอยสิวเป็นจาก Provamed Post Acne Scar Gel เวชสำอางคุณภาพสูงที่ผ่านการทดสอบจากแพทย์ผิวหนัง ใช้ได้ในทุกสภาพผิวแม้ผิวแพ้ง่าย ทำให้สิวแห้งและยุบตัวได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ทิ้งรอยดำและไม่ทำให้ผิวแห้งลอก

    ช็อปสะดวกผ่านช่องทางออนไลน์, ห้างสรรพสินค้า และร้านขายยาใกล้บ้านคุณ

    provamed post acne scar gel

  • หลุมสิวเกิดจากอะไร และจะรักษาได้อย่างไรบ้าง?

    หลุมสิวเกิดจากอะไร และจะรักษาได้อย่างไรบ้าง?

    สิวคือปัญหาหนักใจที่ทุกคนไม่อยากเจอ แต่สิ่งที่แย่กว่าสิวคือแผลเป็นที่เกิดจากสิว หรือ ‘หลุมสิว’ ที่ทิ้งร่องรอยเอาไว้หลังจากที่สิวหายไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ไม่ต้องกังวลใจไป เพราะบทความนี้จะมาอธิบายให้เข้าใจกันแบบง่าย ๆ โดยจะไล่เรียงไปตั้งแต่หลุมสิวเกิดจากสาเหตุใดบ้าง วิธีป้องกัน และทิ้งท้ายด้วยแนวทางการรักษาหลุมสิวให้ใบหน้ากลับมาเปล่งปลั่งสดใสดังเดิม ติดตามกันได้เลย

    วิธีรักษาหลุมสิว มีอะไรบ้าง

    หลุดสิวเกิดจากอะไร?

    แน่นอนว่าก่อนที่จะเกิดหลุมสิวหรือแผลเป็นจากสิว ย่อมมีจุดเริ่มต้นมาจากการเกิดสิวแบบทั่วไป แต่ในช่วงที่เกิดสิวอยู่นั้นมีอาการอย่างอื่นแทรกซ้อนร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็นเลือดคั่งในสิว, ตุ่มหนองในสิว, ซีสต์ในสิว ซึ่งเมื่อเกิดอาการเหล่านี้จะทำให้ผิวหน้าบริเวณนั้นเกิดการอักเสบได้มากกว่าปกติ และทำให้มีโอกาสที่สิวจะทิ้งร่องรอยแผลเป็นและหลุมสิวเอาไว้

    ป้องกันการเกิดหลุดสิวได้อย่างไร?

    ถึงแม้จะเป็นปัญหาที่รบกวนใจมากเพียงใด แต่ก็อย่าเพิ่งกังวลใจเกี่ยวกับหลุมสิวหรือรอยแผลเป็นจากสิวจนเกินไป เพราะปัญหานี้มีแนวทางป้องกัน ถึงแม้ผลลัพธ์จะไม่ 100% แต่ก็ช่วยบรรเทาการเกิดหลุมสิวได้อย่างแน่นอน

    รักษาสิวทันที

    หากใครที่เกิดปัญหา ‘สิวตัวร้าย’ ขึ้นบนใบหน้าเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเพราะฮอร์โมนหรือความเครียด อย่านิ่งดูดาย แต่ควรไปปรึกษาแพทย์ เนื่องจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญย่อมมีวิธีบรรเทาสิวไม่ให้เกิดอาการอักเสบซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดหลุมสิว

    อย่าบีบสิวโดยเด็ดขาด

    หลุมสิวเกิดจากการอักเสบของสิว โดยขณะที่เกิดสิว รูขุมขนจะเกิดการบวมขยายขึ้น จนผนังรูขุมขนอาจเกิดการถูกทำลาย เมื่อเป็นเช่นนี้ ผิวหน้าบริเวณดังกล่าวย่อมติดเชื้อได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเชื้อโรคหรือเชื้อแบคทีเรียต่าง ๆ ซึ่งนำไปสู่การอักเสบได้ในที่สุด จริงอยู่ที่รอยสิวบางรอยมีขนาดเล็ก หลุมสิวที่เกิดขึ้นจึงตื้น และหายได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็มีไม่น้อยเช่นกันที่สิวอักเสบรุกลามไปในเนื้อเยื่อรอบข้าง ทำให้เกิดแผลเป็นลึกขึ้น การซ่อมแซมจากร่างกายที่จะสร้างเส้นใยคอลลาเจนใหม่อาจไม่เพียงพอ สุดท้ายกลายเป็นหลุมสิวที่ลึก จนทำให้สร้างความกังวลใจอย่างมากบนใบหน้า

    ดังนั้นเพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นเหตุ ควรหลีกเลี่ยงไม่ให้ผิวหน้าสัมผัสกับเชื้อโรค ซึ่งสิ่งที่จะนำพาสิ่งสกปรกเหล่านี้ให้สัมผัสกับผิวหน้าได้ง่ายที่สุดไม่ใช่อะไรที่ไหน แต่เป็นมือของเรานี่เอง ดังนั้นหากไม่อยากให้ใบหน้าถูกประทับตราด้วยรอยแผลเป็นจากสิว หนึ่งสิ่งที่ควรทำคือหลีกเลี่ยงพฤติกรรมบีบ แคะ แกะ เกา สิว โดยเด็ดขาด เนื่องจากในเล็บของคนเราเต็มไปด้วยเชื้อโรคและเชื้อแบคทีเรียมากมาย จึงเสมือนเป็นการทำร้ายผิวเพิ่มเติม ซึ่งสุดท้ายแล้ว ยังอาจทำให้เกิดการอักเสบจนผิวหน้าพังได้

    หมั่นใช้ครีมกันแดด

    ในแง่หนึ่งแสงแดดจะเป็นตัวช่วยในการกระตุ้นเพื่อสร้างวิตามินดีให้กับร่างกาย ซึ่งเป็นตัวช่วยดูดซึมแคลเซียมเพื่อไปช่วยเสริมสร้างกระดูกและช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน รวมถึงโรคกระดูกบาง แต่อย่างไรก็ตาม แสงแดดที่แรงเกินไปเมื่อสัมผัสกับสิวก็อาจส่งผลให้สิวเกิดการอักเสบได้ง่ายเช่นกัน ซึ่งสุดท้ายจะนำไปสู่การเกิดหลุมสิว ดังนั้นเพื่อป้องกันก่อนที่จะสายเกินไป การหมั่นทาครีมกันแดดทุกครั้งที่ต้องเผชิญกับแสงแดดแรง ๆ คือสิ่งที่ควรให้ความสำคัญและต้องทำอย่างสม่ำเสมอเพื่อช่วยปกป้องผิวของเรา

    หลุมสิวเกิดจากอะไรได้บ้าง

    หลากวิธีรักษาหลุมสิว

    ดังที่กล่าวไปว่า มีแนวทางและวิธีช่วยป้องกันไม่ให้เกิดแผลเป็นและหลุมสิวได้ แต่ก็ไม่มีแนวทางไหนที่จะสามารถป้องกันได้ 100% ดังนั้น ไม่ว่าจะพยายามเพียงใด หลุมสิวก็อาจเกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม ต่อให้เกิดหลุมสิวขึ้นบนผิวหน้าก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลใจแต่อย่างใด เนื่องจากด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้า ทำให้ในปัจจุบันมีวิธีรักษาหลุมสิวหลากหลายวิธี ซึ่งในแต่ละวิธีก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันออกไป ดังนี้

    วิธีรักษาหลุมสิวโดยเลเซอร์

    หนึ่งในวิธีรักษาหลุมสิวที่ขึ้นชื่อว่าเห็นผลไวและได้รับความนิยมที่สุดคือการใช้เลเซอร์ เนื่องจากเลเซอร์จะส่งความร้อนไปกระตุ้นการทำงานของคอลลาเจนใต้ชั้นผิวหนังบริเวณที่เกิดหลุมสิว เพื่อให้เซลล์ผิวหนังชุดเก่าผลัดออกไป และถูกแทนที่ด้วยเซลล์ผิวใหม่ในเวลาอันรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม การรักษาสิวโดยใช้เลเซอร์ก็มีข้อเสียเช่นกัน เพราะอาจเกิดการเจ็บปวดขณะทำการรักษา ที่สำคัญจะต้องดำเนินการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นด้วย

    วิธีรักษาหลุมสิวโดยการขัดผิว

    สำหรับแนวทางการรักษาสิววิธีนี้ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะใช้สารเคมีชนิดพิเศษในการขัดลงบนผิวหนังชั้นบนสุด เพื่อให้เซลล์ผิวที่เกิดการอักเสบผลัดออกไป และจะทำให้เซลล์ผิวใหม่เข้ามาแทนที่ ส่งผลให้รอยแผลเป็นจากสิวดูจางลง

    วิธีรักษาหลุมสิวโดยใช้สกินแคร์

    สำหรับใครที่อยากรักษาหลุมสิวในราคาไม่แพงและไม่เจ็บตัว แต่อาจเห็นผลลัพธ์อย่างค่อยเป็นค่อยไป คือการเลือกใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมในการช่วยสมานและฟื้นฟูแผลเป็นสิว โดยในปัจจุบันมีบริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์บำรุงผิวมากมาย อีกทั้งยังมีสกินแคร์สำหรับดูแลปัญหาหลุมสิวโดยเฉพาะวางจำหน่ายด้วยเช่นกัน แต่ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกซื้อ ควรพิจารณาสกินแคร์ที่มีความเหมาะกับสภาพผิวหน้าของแต่ละบุคคลด้วย

    บรรเทาหลุมสิวด้วยเจลลดรอยสิว Provamed Post Acne Scar Gel

    ถึงตรงนี้ สำหรับใครที่มองหาสกินแคร์สำหรับใช้เป็นวิธีรักษาหลุมสิว ตัวเลือกดี ๆ อย่างเจลลดรอยสิว Provamed Post Acne Scar Gel ก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่สร้างผลลัพธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยสารสกัด Epitensive ซึ่งเป็นนวัตกรรมโปรตีนจากพืช (Plant Epidermal Growth Factor) ที่จะช่วยฟื้นฟูผิวพร้อมลดปัญหารอยแผลและหลุมสิว อีกทั้งยังมีสารสกัดจากเห็ดหลินจือที่มีคุณสมบัติด้านการรักษารอยแผล พร้อมช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระทำให้ผิวแข็งแรง เหมาะสำหรับผิวแพ้ง่าย เพราะมีเนื้อเจลใส บางเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะ สูตรอ่อนโยน ปราศจากแอลกอฮอล์ ซิลิโคน พาราเบน น้ำหอมและสี

    ช็อปสะดวกผ่านช่องทางออนไลน์, ห้างสรรพสินค้า และร้านขายยาใกล้บ้านคุณ

    provamed post acne scar gel

    ข้อมูลอ้างอิง:

    1. https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/21222-acne-scars
    2. https://www.healthline.com/health/acne-scars
  • ตอบคำถาม สิวฮอร์โมนรักษายังไง มีวิธีไหนที่ช่วยดูแลให้หายดี?

    ตอบคำถาม สิวฮอร์โมนรักษายังไง มีวิธีไหนที่ช่วยดูแลให้หายดี?

    ลักษณะสิวฮอร์โมน

    ปัญหาผิวเป็นสิวสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยเฉพาะปัญหาผิวที่เกิดจากฮอร์โมน ซึ่งเป็นลักษณะของสิวอักเสบที่สร้างความระคายเคืองให้กับผิวเป็นอย่างมาก และไม่เพียงแต่จะส่งผลถึงผิวหน้าที่ไม่เรียบเนียนเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงความมั่นใจอีกด้วย

    มาเรียนรู้ถึงสาเหตุและลักษณะสิวฮอร์โมน รวมถึงวิธีการดูแล และการเลือกใช้สกินแคร์ที่ถูกต้อง เพื่อผลลัพธ์ในการดูแลผิวที่ดีที่สุดในบทความนี้

    มาทำความรู้จักกับสิวฮอร์โมน

    ปัญหาสิวสามารถเกิดขึ้นได้กับผู้ชายและหญิงในหลากหลายช่วงวัย โดยเฉพาะวัยรุ่นที่มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดสิว ซึ่งลักษณะของสิวฮอร์โมนในแต่ละคนจะมีความแตกต่างกันไป โดยจะมีทั้งรูปแบบของสิวอุดตันที่บริเวณตรงกลางของหัวสิวมีการอุดตันแบบสิวหัวดำ หรือสิวอุดตันที่มีความนูนออกมาเล็กน้อยบริเวณหัวสิวในแบบสิวหัวขาว รวมถึงสิวอักเสบที่มีตุ่มแดงนูนขนาดใหญ่ อาจมีหนองร่วมด้วย ทำให้เกิดอาการเจ็บ ปวดบริเวณที่เกิดสิวได้

    รู้ทันสาเหตุของการเกิดสิวฮอร์โมน (Hormonal Acne)

    สิวฮอร์โมนเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกาย โดยแต่ละคนก็มีความเปลี่ยนแปลงด้านฮอร์โมนที่แตกต่างกันไป โดยสามารถแยกสาเหตุการเกิดได้ดังนี้

    • การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในช่วงประจำเดือน : สำหรับสาว ๆ ที่อยู่ในช่วงมีประจำเดือน หรือใกล้หมดประจำเดือน เป็นช่วงที่ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนมีจำนวนสูงขึ้น ส่งผลให้รูขุมขนกว้างมากขึ้น เป็นการเพิ่มโอกาสการเกิดสิวอุดตันในรูขุมขน จนกลายเป็นสิวฮอร์โมนได้
    • ปัญหาสิวที่ส่งต่อทางพันธุกรรม : หากคนในครอบครัวมีผิวที่เป็นสิวได้ง่าย ก็สามารถส่งต่อทางพันธุกรรมให้กับคนในครอบครัวได้
    • สภาวะความเครียด : อารมณ์ความเครียด เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ฮอร์โมนในร่างกายมีการผันผวน ซึ่งเมื่อเราอยู่ในสภาวะความเครียดหรือวิตกกังวล ก็จะส่งผลต่อระดับของฮอร์โมนและการทำงานของอวัยวะภายในร่างกาย ทำให้ปริมาณของสิวฮอร์โมนสามารถเติบโตและเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้ว การเลือกสกินแคร์รักษาสิวที่เหมาะกับสภาพผิวก็สามารถช่วยรักษาให้หายได้

    ความแตกต่างระหว่างสิวฮอร์โมน Vs สิวปกติ

    สาเหตุการเกิด

    1. สิวฮอร์โมน : สิวฮอร์โมนเกิดจากอะไร? ส่วนใหญ่แล้วจะเกิดจากปัจจัยของฮอร์โมนและระบบการทำงานภายในร่างกายมีการแปรปรวน ซึ่งเข้าไปกระตุ้นต่อมไขมัน ให้ผลิตซีบัม(Sebum) ออกมาเป็นจำนวนมาก ทำให้มีเชื้อโรคและแบคทีเรียเข้าไปทำปฏิกิริยาในรูขุมขน ส่งผลให้เกิดสิวนั่นเอง
    2. สิวปกติ : โดยส่วนมากแล้วจะเกิดจากปัจจัยภายนอกทั้งเรื่องอาหารการกิน การดื่ม ความสะอาด รวมถึงการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมี ล้วนเป็นสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดเชื้อโรคซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดสิว

    ลักษณะของผิว

    1. สิวฮอร์โมน : ลักษณะสิวฮอร์โมนเมื่อเคยเกิดแล้ว ก็มักจะเกิดขึ้นซ้ำในบริเวณเดิมรวมถึงในช่วงเวลาเดิม โดยมักจะอยู่ในบริเวณโหนกแก้ม รอบฝีปาก คาง กราม และที่แผ่นหลัง
    2. สิวปกติ : ลักษณะของสิวปกติสามารถเกิดขึ้นจากหลายปัจจัยเสี่ยงของแต่ละบุคคล ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ในหลายบริเวณ เช่น ใบหน้า ลำคอ และแผ่นหลัง เป็นต้น

    แนะนำสกินแคร์รักษาสิวอักเสบปี 2022

    สิวฮอร์โมนรักษายังไง?

    รักษาสิวภายนอก

    • ควรหมั่นทำความสะอาด ชะล้างสิ่งสกปรกบนในหน้าอยู่เป็นประจำ
    • เมื่อผิวเป็นสิวฮอร์โมน ควรหลีกเลี่ยงการขัดหรือสครับหน้า ซึ่งเป็นการทำร้ายผิวให้แย่ไปมากกว่าเดิม
    • เลือกใช้ยาคุมกำเนิดรักษาสิวฮอร์โมน หรือกลุ่มยาปฏิชีวนะที่อยู่ในกลุ่ม Tetracycline, Doxycycline, Minocycline, Macrolides ซึ่งสารแต่ละชนิดจะมีความเหมาะสมกับประเภทสิวของแต่ละคน รวมถึงมีผลข้างเคียงที่แตกต่างกันออกไป ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนการเลือกซื้อ
    • เลือกใช้สกินแคร์รักษาสิวอักเสบที่มีคุณสมบัติช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย สามารถควบคุมความมัน และลดการอุดตันได้ รวมถึงไม่มีสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิว

    ดูแลผิวได้จากภายใน

    • เมื่อเกิดปัญหาผิวเป็นสิวฮอร์โมน ขอแนะนำให้พยายามไม่เครียดมากจนเกินไป เพราะสิวเกิดจากปัจจัยของฮอร์โมนที่ไม่สามารถควบคุมได้ รวมถึงความเครียดเป็นสิ่งที่ส่งผลให้สิวหายได้ช้าลงอีกด้วย
    • หลีกเลี่ยงอาหารกระตุ้นการเกิดสิว ซึ่งเป็นประเภทอาหารที่มีไขมันสูง มีน้ำตาลจำนวนมาก รวมถึงผลิตภัณฑ์จากนมล้วนเป็นสิ่งกระตุ้น ที่ทำให้เกิดการอุดตันในรูขุมขนได้ง่ายขึ้น
    • หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายนอกจากจะช่วยสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกายแล้ว ยังช่วยขับของเสียออกทางเหงื่อ ช่วยลดการสะสมของสารพิษต่าง ๆ ให้ไม่ไปสะสมตามรูขุมขนอีกด้วย

    สำหรับคนที่กำลังเผชิญกับปัญหาสิวฮอร์โมน มาดูแลและป้องกันสิวฮอร์โมนด้วยสกินแคร์รักษาสิวอักเสบ Provamed Acne Spot Gel เวชสำอางคุณภาพสูงที่ผ่านการทดสอบจากแพทย์ผิวหนัง ใช้ได้ในทุกสภาพผิวแม้ผิวแพ้ง่าย เหมาะสำหรับสิวอักเสบ สิวหัวหนอง ช่วยลดอาการอักเสบ ทำให้สิวแห้งและยุบตัวอย่างรวดเร็ว โดยไม่ทิ้งรอยดำและไม่ทำให้ผิวแห้งลอก

    ช็อปสะดวกผ่านช่องทางออนไลน์, ห้างสรรพสินค้า และร้านขายยาใกล้บ้านคุณ

  • รักษาสิวอักเสบอย่างไรให้หายไวแถมไม่ทิ้งรอยกวนใจ?

    รักษาสิวอักเสบอย่างไรให้หายไวแถมไม่ทิ้งรอยกวนใจ?

    แม้จะเป็นเรื่องเล็กที่หลายคนมองข้าม แต่ปัญหาสิวเม็ดเล็กนี้กลับเป็นเรื่องใหญ่ที่สร้างทำความรำคาญใจและทำให้หลายคนหมดความมั่นใจในเวลาเดียวกัน ซึ่งหากปล่อยไว้ไม่รีบดูแล สิวเม็ดเล็กนี้ก็อาจพัฒนากลายเป็นสิวอักเสบ ที่ไม่เพียงแต่จะมีอาการเจ็บปวดขณะสัมผัสเท่านั้น แต่ยังสามารถทิ้งร่องรอยไม่น่ามองไว้บนใบหน้า แถมยังมีโอกาสกลับมาเป็นใหม่ได้ง่าย ๆ อีกด้วย

    สำหรับใครที่กำลังเผชิญกับปัญหาสิวอักเสบอยู่ แต่ไม่รู้ว่าจะดูแลรักษาสิวอักเสบอย่างไรให้หายได้ไว ไม่ลุกลาม และไม่ทิ้งรอยดำ รอยแดง ตลอดจนหลุมสิวเอาไว้ ลองมาทำความรู้จักกับ 4 วิธีรักษาสิวอักเสบง่าย ๆ ที่นำมาฝากในวันนี้กัน

    สิวอักเสบเกิดจากอะไร

    รู้จัก “สิวอักเสบ” กันก่อน

    เพราะปัญหาต้องแก้ที่ต้นเหตุ ดังนั้น ก่อนที่จะไปดูวิธีรักษาสิวอักเสบที่เหมาะสม เราลองไปทำความรู้จักกับสิวอักเสบให้มากขึ้นกันก่อน

    สิวอักเสบ (Inflammatory Acne) คือ โรคผิวหนังประเภทหนึ่งที่เกี่ยวกับการอักเสบของรูขุมขนและต่อมไขมัน โดยทั่วไปแล้ว สิวอักเสบเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น เซลล์ผิวหนังและความมันเข้าไปอุดตันรูขุมขนและต่อมไขมัน กรรมพันธุ์ หรืออาจเกิดขึ้นจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไป

    นอกจากนี้ สิวอักเสบยังเกิดขึ้นได้จากเชื้อแบคทีเรีย C.acnes ที่จะดึงดูดเม็ดเลือดขาวเข้ามาและกระตุ้นให้เกิดสิวอักเสบใต้ผิวหนัง โดยความรุนแรงของสิวอักเสบจะมีด้วยกัน 4 ระดับ ตั้งแต่สิวหัวแดง สิวหัวหนอง สิวก้อนแข็งลึก และสิวซีสต์ที่จัดได้ว่าเป็นสิวอักเสบที่ต้องได้รับการดูแลรักษาโดยแพทย์ผิวหนัง

    ดูแลรักษาสิวอักเสบอย่างไรได้บ้าง?

    ถึงจะดูมีความรุนแรง แต่แท้ที่จริงแล้ว สิวอักเสบนั้นเป็นอีกหนึ่งประเภทสิวที่สามารถหายเองได้ แต่อาจใช้ระยะเวลานานหลายเดือน ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษา หรือ ดูแลอย่างถูกต้อง สิวอักเสบที่หายเองได้นี้ก็อาจทิ้งรอยดำ รอยแดง ตลอดจนหลุมสิวที่ทำให้หลายคนหมดความมั่นใจลงไปได้

    สำหรับใครที่กำลังมีปัญหาสิวอักเสบกวนใจอยู่ แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นดูแลรักษาสิวอักเสบเบื้องต้นอย่างไรให้ถูกต้อง หายได้ไว และไม่มีผลข้างเคียงตามมา ลองมาพิจารณา 4 วิธีรักษาสิวอักเสบที่นำมาฝาก ดังนี้

    4 วิธีรักษาสิวอักเสบเบื้องต้น

    1. ลองแต้มสิวด้วย Tea Tree Oil

    Tea Tree Oil เป็นน้ำมันที่สกัดได้จากต้น Tea Tree ซึ่งเป็นพืชพื้นเมืองของประเทศออสเตรเลียที่มีสรรพคุณในการต้านการอักเสบ ตลอดจนช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียและไวรัสบางประเภทได้ จากการศึกษาทางการแพทย์พบว่า Tea Tree Oil สามารถใช้รักษาสิวอักเสบได้ดี โดยมีการระบุว่า Tea Tree Oil เพียง 5% สามารถรักษาสิวได้เทียบเท่ากับตัวยา Benzoyl Peroxide ที่ใช้รักษาสิว นอกจากนี้ Tea Tree Oil ยังสามารถช่วยบรรเทาอาการอักเสบของสิวอักเสบได้ด้วยเช่นกัน และเมื่อใช้เป็นประจำอย่างต่อเนื่องยังสามารถช่วยลดรอยดำและรอยแดงจากสิวได้อีกด้วย

    อย่างไรก็ดี Tea Tree Oil ก็เหมือนสารสกัดจากธรรมชาติประเภทอื่น ๆ ที่อาจไม่เหมาะสมกับผิวของบางคน ดังนั้น ก่อนตัดสินใจใช้ Tea Tree Oil ทุกครั้ง อย่าลืมทดสอบกับผิวหนังบริเวณที่บอบบางอย่างท้องแขนและหลังมือเพื่อตรวจดูอาการแพ้และผลข้างเคียงก่อนใช้งาน มิเช่นนั้นอาจทำให้การรักษาสิวอักเสบไม่มีประสิทธิภาพ แถมอาจลุกลามไปเป็นปัญหาผิวหนังอื่น ๆ ได้

    2. ชาเขียวก็ช่วยรักษาสิวอักเสบได้

    รู้หรือไม่? เครื่องดื่มเมนูโปรดของใครหลายคนอย่าง “ชาเขียว” ยังสามารถนำมาใช้เป็นวิธีรักษาสิวอักเสบได้เช่นกัน โดยใบชาเขียวนั้นจะประกอบไปด้วยสารที่เรียกว่า “คาเทซิน” ซึ่งมีฤทธิ์ในการต้านเชื้อแบคทีเรียและการอักเสบ

    นอกจากนี้ ชาเขียวยังอุดมไปด้วยสาร “โพลีฟีนอล” ที่ช่วยควบคุมการทำงานของต่อมไขมัน ส่งผลให้ลดความมันส่วนเกินที่เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดสิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากการศึกษาพบว่า การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีชาเขียวเป็นส่วนผสมสามารถช่วยลดความมันบนใบหน้าได้ใน 60 วันอีกด้วย

    ที่สำคัญ ชาเขียวยังมีสารที่เรียกว่า “กรดแทนนิน” ที่ช่วยดูดลดการบวมแดงของสิว ตลอดจนช่วยดูดความมันส่วนเกินออกจากสิว ทำให้สิวแห้งและหายได้ไวขึ้นนั่นเอง แต่ก่อนจะตัดสินใจใช้ชาเขียวในการรักษาสิวอักเสบทุกครั้ง อย่าลืมนำไปทดสอบการแพ้กับผิวหนังบริเวณอื่น ๆ ร่วมด้วย

    3. ใช้ว่านหางจระเข้เติมความชุ่มชื้นและลดสิวไปพร้อมกัน

    “ว่านหางจระเข้” ไม่ได้มีดีแค่ช่วยเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวหนังเท่านั้น แต่ยังสามารถช่วยลดการอักเสบของสิวอักเสบได้เป็นอย่างดี โดยว่านหางจระเข้มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ อีกทั้งยังมีสรรพคุณในเรื่องของการสมานแผล ซึ่งช่วยทำให้สิวหายไวขึ้นได้จากการใช้เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง

    นอกจากนี้ ว่านหางจระเข้ยังช่วยลดการระคายเคืองของผิว พร้อมเติมน้ำให้ผิวดูสดชื่นและเนียนนุ่มน่าสัมผัส ลดเลือนริ้วรอยต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญ ว่านหางจระเข้ยังมีความอ่อนโยนต่อผิวสูง จึงทำให้เป็นอีกหนึ่งวิธีรักษาสิวอักเสบที่สามารถช่วยดูแลผิวไปพร้อมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    4. เลือกผลิตภัณฑ์ดูแลสิวที่เหมาะสมกับผิวหน้า

    นอกเหนือจากทั้ง 3 วิธีข้างต้นแล้ว ทุกคนยังสามารถดูแลปัญหาสิวอักเสบได้ง่าย ๆ จากการเลือกผลิตภัณฑ์ดูแลสิวที่เหมาะสมกับผิวของตนเอง

    ผู้ที่มีปัญหาสิวอักเสบควรให้ความสำคัญตั้งแต่การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดใบหน้าสูตรเฉพาะของคนเป็นสิว ควบคู่ไปกับการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ตลอดจนเลือกสกินแคร์ที่มีส่วนผสมของ AHA และ BHA เพื่อช่วยให้ผลัดเซลล์ผิวและลดการอุดตันของเซลล์ผิว ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งในการเกิดสิวอักเสบ

    นอกจากนี้ ผู้ที่มีปัญหาสิวอักเสบยังสามารถดูแลสิวได้โดยการปรึกษาแพทย์และเภสัชกรเพื่อเลือกใช้ยาทาสิวที่มีส่วนผสมของยากลุ่ม Benzoyl Peroxide, เรตินอยด์ รวมไปถึงยาปฏิชีวะกลุ่มต่าง ๆ

     

    เพียงเท่านี้ ทุกคนก็เข้าใจแล้วว่า สิวอักเสบเกิดจากอะไร ตลอดจนรู้จักวิธีรักษาสิวอักเสบเบื้องต้นอย่างไรให้หายไวและไม่ทิ้งรอยให้กวนใจ อย่าลืมนำทั้ง 4 วิธีที่นำมาฝากนี้ไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับความต้องการและสภาพผิวของตัวเองด้วย

    สำหรับใครที่กำลังมองหาผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยลดการอักเสบของสิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ เวชสำอางคุณภาพสูงอย่าง Provamed พร้อมช่วยทุกคนดูแลปัญหาสิวอักเสบได้ด้วยนวัตกรรม Poly-Pore Salicylic ผสานสรรพคุณของ Tea Tree Oil และ Pionin ช่วยให้สิวยุบตัวได้ใน 12 ชั่วโมง พร้อมลดรอยดำและรอยแดงจากสิว ปราศจากแอลกอฮอล์ น้ำหอม และซิลิโคนที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง จบปัญหาสิวอักเสบก่อนใครกับ Provamed ได้แล้วที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำและร้านขายยาทั่วประเทศ