หมวดหมู่: Beauty Tips

  • ขั้นตอนการลงสกินแคร์เพื่อผิวแข็งแรงและสุขภาพดี

    ขั้นตอนการลงสกินแคร์เพื่อผิวแข็งแรงและสุขภาพดี

    ขั้นตอนการลงสกินแคร์ ฉบับ 2022

    นอกจากการทำความสะอาดหน้าเป็นประจำทุกเช้า-เย็นแล้ว การปรนนิบัติผิวด้วยสกินแคร์ก็ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เรามีผิวสุขภาพดีและห่างไกลจากปัญหาผิว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องริ้วรอย ความหมองคล้ำ และผิวที่แห้งกร้าน แต่ด้วยความที่สกินแคร์นั้นมีอยู่ด้วยกันหลากหลายประเภท แล้วเราควรเรียงลำดับการทาสกินแคร์อย่างไรถึงจะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด? หาคำตอบได้ในบทความนี้

    ความสำคัญของสกินแคร์

    ก่อนที่จะไปทำความรู้จักกับขั้นตอนการลงสกินแคร์ที่ถูกต้อง เราขอชวนทุกคนมารู้จักกับความสำคัญของการใช้สกินแคร์กันก่อน

    • สกินแคร์ทำหน้าที่ปกป้องผิวจากปัจจัยต่าง ๆ
      ไม่ว่าจะอยู่ในบ้านหรือนอกบ้าน สิ่งที่เราไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ก็คือมลภาวะและปัจจัยต่าง ๆ ที่คอยทำร้ายผิว ทั้งรังสี UV ในแสงแดด, ฝุ่นละออง, ควันท่อไอเสีย และสารเคมีที่ลอยอยู่ในอากาศ รวมถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิต การรับประทานอาหาร และความเครียดจากการทำงานก็ล้วนเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ผิวของเราเสื่อมสภาพ
    • ช่วยคงความอ่อนเยาว์ให้กับผิว
      นอกจากปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำร้ายผิวอยู่ในทุกวัน อายุที่เพิ่มมากขึ้นก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เซลล์ผิวเสื่อมโทรม ก่อให้เกิดปัญหาริ้วรอยก่อนวัยและปัญหาผิวที่ตามมาอีกมากมาย
    • ช่วยให้ผิวแข็งแรง
      การเลือกใช้สกินแคร์ให้เหมาะกับสภาพผิวเป็นวิธีที่จะช่วยบำรุงและเสริมสร้างเกราะปกป้องผิว พร้อมช่วยให้ผิวแข็งแรงได้ในระยะยาว รวมถึงมีปัญหาผิวลดน้อยลงด้วย
    • ช่วยเพิ่มความมั่นใจ
      เมื่อปรนนิบัติผิวด้วยสกินแคร์เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือผิวที่แข็งแรงและสุขภาพดี ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้เราได้มากขึ้น

    ด้วยประโยชน์เหล่านี้ นอกจากการหมั่นทาสกินแคร์อย่างสม่ำเสมอในทุกวันทั้งเช้าและเย็นแล้ว หากเรามีการเรียงลำดับการทาสกินแคร์อย่างถูกวิธี ก็จะยิ่งช่วยให้ได้ผลลัพธ์ในการดูแลผิวที่ดียิ่งขึ้น ไม่ใช่แค่ทำให้ผิวแข็งแรง แต่ยังช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยและช่วยให้ผิวดูเปล่งปลั่งกระจ่างใสอีกด้วย

    ลำดับการทาสกินแคร์ สำคัญอย่างไร?

    หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมเราจึงต้องให้ความสำคัญกับการลงสกินแคร์ เหตุผลก็คือ การเรียงลำดับการทาสกินแคร์ที่ถูกต้อง จะช่วยให้สกินแคร์แต่ละชนิดสามารถซึมซาบลงสู่ผิวหนังได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ผิวของเราได้รับการบำรุงอย่างเต็มที่และเห็นผลลัพธ์การบำรุงได้อย่างชัดเจน ซึ่งการลงสกินแคร์ที่ถูกต้องนั้นมีหลักในการจำง่าย ๆ ก็คือ “เริ่มลงจากสกินแคร์เนื้อเบาไปยังสกินแคร์เนื้อหนัก” สามารถใช้วิธีนี้ในการลงสกินแคร์ได้ทั้งเช้าและเย็น

    ขั้นตอนการลงสกินแคร์ในตอนเช้า

    • โทนเนอร์
      การลงโทนเนอร์ในตอนเช้าเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยปรับสภาพผิวให้พร้อมสำหรับการบำรุงในขั้นตอนถัดไป และยังช่วยมอบความสดชื่นให้กับผิวอีกด้วย
    • เซรั่ม
      เซรั่มเป็นสกินแคร์ที่มีเนื้อบางเบา การลงเซรั่มก่อนที่จะลงสกินแคร์ตัวอื่น ๆ จะช่วยให้เซรั่มซึมซาบเข้าสู่ผิวได้ดียิ่งขึ้น
    • อายครีม
      อายครีมเป็นสกินแคร์ที่มีเนื้อเข้มข้น จึงเหมาะสำหรับการใช้หลังจากลงเซรั่ม ซึ่งเคล็ดลับในการทาอายครีมก็คือ ใช้ปริมาณเท่าเม็ดถั่วและบรรจงทาอย่างเบามือรอบ ๆ ดวงตา
    • ยาแต้มสิว
      สำหรับใครที่มีปัญหาสิวกวนใจ ยาแต้มสิวถือเป็นไอเทมสำคัญที่ต้องมี วิธีการทาก็คือ ค่อย ๆ แต้มลงไปในบริเวณที่มีสิวและทาอย่างเบามือเพื่อให้ตัวยาซึมลงสู่ผิวได้อย่างเต็มที่
    • มอยส์เจอไรเซอร์
      หลังจากที่แต้มสิวแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือมอยส์เจอไรเซอร์ เพื่อช่วยป้องกันการระคายเคืองและช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้นให้กับผิว
    • ครีมกันแดด
      ปิดท้ายขั้นตอนการทาสกินแคร์ในตอนเช้าด้วยครีมกันแดด ซึ่งเป็นอีกหนึ่งไอเทมสำคัญที่ควรทาในทุกวันแม้จะไม่ได้ออกไปข้างนอกบ้าน เพราะรังสี UV นั้นสามารถเข้ามาทำร้ายผิวของเราได้จากทุกที่ การทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันผิวจากริ้วรอยก่อนวัย ความหมองคล้ำ และลดโอกาสเกิดฝ้า กระ จุดด่างดำในระยะยาว

    ลำดับการทาสกินแคร์ที่ถูกต้อง อัปเดตล่าสุด

    ขั้นตอนการลงสกินแคร์ในตอนกลางคืน

    • โทนเนอร์
      สำหรับตอนกลางคืน โทนเนอร์เป็นขั้นตอนที่จะช่วยทำความสะอาดผิวอย่างล้ำลึก เพื่อเช็ดคราบสิ่งสกปรกที่อาจหลงเหลืออยู่จากการล้างหน้า ช่วยให้ผิวแข็งแรงและลดการเกิดสิว
    • เซรั่ม
      ในตอนกลางคืนนั้น เซรั่มก็เป็นสกินแคร์ที่ขาดไม่ได้เช่นเดียวกัน โดยเราอาจเลือกใช้เซรั่มที่มีคุณสมบัติช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้น เพื่อฟื้นฟูผิวที่อ่อนล้าจากมลภาวะมาตลอดทั้งวัน
    • อายครีม
      อายครีมเป็นไอเทมที่ควรใช้ในตอนกลางคืนเป็นอย่างยิ่ง เพื่อช่วยบำรุงผิวรอบดวงตาให้กระชับและดูสดใส ซึ่งหากใครที่ไม่มีเวลาลงอายครีมในช่วงเช้า อาจเลือกลงเฉพาะตอนกลางคืนแทนได้เช่นกัน
    • ยาแต้มสิว
      นอกจากการใช้ในตอนเช้าแล้ว สำหรับผู้ที่มีปัญหาสิวควรใช้ยาแต้มสิวอย่างต่อเนื่องในตอนกลางคืนด้วยเช่นเดียวกัน เพื่อช่วยให้ได้ผลลัพธ์ในการรักษาสิวที่ดียิ่งขึ้น
    • มอยส์เจอไรเซอร์
      มอยส์เจอไรเซอร์เป็นไอเทมที่จำเป็นอย่างยิ่งในตอนกลางคืน เพราะเวลาที่เรานอนหลับ ผิวของเราจะสูญเสียความชุ่มชื้นไปได้โดยง่าย ทำให้บางครั้งผิวของเราจะแห้งและลอกเป็นขุยเมื่อตื่นขึ้นมาในตอนเช้า ซึ่งการทามอยส์เจอไรเซอร์เนื้อเข้มข้นจะช่วยให้ผิวของเราดูชุ่มชื้นสุขภาพดีได้อย่างยาวนาน
    • Sleeping Mask
      Sleeping Mask เป็นเคล็ดลับบำรุงผิวแบบเร่งด่วนสำหรับใครที่ต้องการฟื้นฟูผิวจากความเหนื่อยล้า มีให้เลือกด้วยกันหลากหลายสูตร ไม่ว่าจะเป็นสูตรเติมเต็มความชุ่มชื้น ลดเลือนริ้วรอย หรือสูตรที่ช่วยเพิ่มความกระจ่างใส แนะนำว่าควรใช้สัปดาห์ละ 2-3 ครั้งเพื่อป้องกันการอุดตันที่ผิว

    สำหรับใครที่กำลังมองหาผลิตภัณฑ์รักษาสิวดี ๆ ที่สามารถใช้ร่วมกับการลงสกินแคร์ได้โดยไม่ทำให้สกินแคร์เป็นขุย ขอแนะนำยาแต้มสิวจาก Provamed เวชสำอางคุณภาพสูงที่ผ่านการทดสอบจากแพทย์ผิวหนัง ใช้ได้ในทุกสภาพผิวแม้ผิวแพ้ง่าย ช่วยให้สิวยุบไว ไม่ทิ้งรอยดำ และไม่ทำให้ผิวแห้งลอก

    ช็อปสะดวกผ่านช่องทางออนไลน์, ห้างสรรพสินค้า และร้านขายยาใกล้บ้านคุณ

  • เลือกสกินแคร์ตามช่วงอายุอย่างไรให้ผิวใส สุขภาพดี

    เลือกสกินแคร์ตามช่วงอายุอย่างไรให้ผิวใส สุขภาพดี

    วิธีเลือก สกินแคร์ตามช่วงอายุ 20 30 40

    การบำรุงผิวด้วย ‘สกินแคร์’ ถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการดูแลผิว ซึ่งการที่เราจะใช้สกินแคร์ให้ได้ผลนั้นจะต้องเลือกให้เหมาะสมกับสภาพผิวและช่วงวัย ขอชวนมาดูเคล็ดลับการเลือกใช้สกินแคร์ตามช่วงอายุเพื่อให้ผิวแข็งแรงสุขภาพดีกันได้ในบทความนี้

    การใช้สกินแคร์ตามช่วงอายุ สำคัญอย่างไร?

    ในแต่ละช่วงวัย ผิวของเราต้องเผชิญกับปัจจัยที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นฮอร์โมน มลภาวะ และสิ่งแวดล้อมภายนอก ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ก่อให้เกิดปัญหาผิวตามมามากมาย เช่น ในช่วงอายุ 20 เรามักเผชิญกับปัญหาสิวและผิวหมองคล้ำ ในช่วงอายุ 30 เราอาจพบว่าผิวหน้าเริ่มแห้งกร้านและดูไม่สดใส และเมื่อถึงวัย 40 สิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือริ้วรอยที่เริ่มปรากฏขึ้นบนใบหน้า รวมถึงฝ้า กระ ที่เริ่มฝังลึกจนยากที่จะปกปิด ซึ่งการใช้สกินแคร์เพียงชนิดเดียวอาจไม่สามารถดูแลปัญหาเหล่านี้ได้ ด้วยเหตุนี้ การเลือกใช้สกินแคร์ตามช่วงอายุจึงเป็นเคล็ดลับดี ๆ ที่จะช่วยฟื้นฟูทุกปัญหาผิวได้อย่างตรงจุด และช่วยให้เรามีผิวที่แข็งแรงสุขภาพดีอย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงอายุใดก็ตาม

    ควรเริ่มใช้สกินแคร์เมื่ออายุเท่าไหร่?

    หนึ่งในคำถามที่หลายคนมักจะสงสัยกันมากที่สุดก็คือ ควรเริ่มใช้สกินแคร์อายุเท่าไหร่? คำตอบก็คือ เราสามารถเริ่มใช้สกินแคร์ได้ตั้งแต่อายุ 15 ปีขึ้นไป ซึ่งสกินแคร์ตัวแรกที่ควรเริ่มใช้ก็คือ ‘ครีมกันแดด’ เพราะเป็นสกินแคร์พื้นฐานที่จะช่วยปกป้องผิวจากอันตรายของรังสี UV หลังจากนั้นเมื่ออายุ 20 ปี เราจึงเริ่มใช้สกินแคร์ตัวอื่น ๆ อย่างเซรั่มและครีมบำรุง เพราะเป็นวัยที่ร่างกายจะเริ่มผลิตคอลลาเจนน้อยลง จนทำให้เกิดปัญหาผิวได้ง่าย การเลือกใช้สกินแคร์ให้เหมาะสมตั้งแต่วัย 20+ ขึ้นไปจึงเป็นวิธีที่จะช่วยคงคอลลาเจนในชั้นผิว ทำให้ผิวแข็งแรง ยืดหยุ่น และช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    แนะนำเคล็ดลับเลือกสกินแคร์ตามช่วงอายุให้เหมาะกับปัญหาผิวแต่ละช่วงวัย

    สกินแคร์รักษาสิว เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว

    อายุ 20+

    • ครีมกันแดดและมอยส์เจอไรเซอร์

    ครีมกันแดดและมอยส์เจอไรเซอร์ถือเป็นไอเทมสำคัญที่ขาดไม่ได้สำหรับทุกช่วงวัย เพราะเป็นสกินแคร์พื้นฐานที่จะช่วยให้ผิวแข็งแรงและสุขภาพดีอย่างยั่งยืน

    • สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของวิตามิน C และ E

    ในวัย 20+ มักเผชิญกับปัญหาผิวหมองคล้ำและแห้งกร้านจากการทำกิจกรรมกลางแจ้ง ดังนั้นจึงควรเริ่มมองหาสกินแคร์ที่มีส่วนผสมของวิตามิน C และ E เพื่อช่วยให้ผิวกระจ่างใสและยืดหยุ่น

    • สกินแคร์รักษาสิว

    ปัญหาผิวหลัก ๆ ที่มักกวนใจหนุ่ม ๆ สาว ๆ ในวัย 20+ อยู่เสมอก็คือปัญหาสิว อันเนื่องมาจากกรรมพันธุ์ ฮอร์โมน และพฤติกรรมการใช้ชีวิต ดังนั้นสกินแคร์ที่ช่วยรักษาสิวจึงสำคัญมากสำหรับช่วงวัยนี้ แนะนำว่าควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน ได้มาตรฐาน และเลือกใช้ให้เหมาะกับสภาพผิว เพื่อผลลัพธ์การรักษาที่ดีที่สุด

    อายุ 30+

    • ครีมกันแดดและมอยส์เจอไรเซอร์

    แน่นอนว่าทั้ง 2 ไอเทมนี้ ยังคงเป็น Must-Have Item โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่วัย 30+ ที่สภาพผิวของหลาย ๆ คนอาจเริ่มเปลี่ยนแปลงไป จากต่อมไขมันที่เริ่มผลิตน้ำมันลดน้อยลง ทำให้เกิดปัญหาผิวแห้งกร้าน รูขุมขนกว้าง ซึ่งจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของริ้วรอยก่อนวัยในอนาคต

    • สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant)

    วัย 30+ เป็นวัยที่หลายคนต้องเผชิญกับมลภาวะและความเครียด ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เซลล์ผิวเสื่อมสภาพและเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ง่าย จึงต้องเลือกใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของสาร Antioxidant หรือสารต้านอนุมูลอิสระเข้ามาช่วยปกป้องเซลล์ผิว

    • สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของ Ceramide

    Ceramide คือส่วนประกอบสำคัญในชั้นผิว ทำหน้าที่เปรียบเสมือนเกราะปกป้องผิวที่ช่วยรักษาความชุ่มชื้นพร้อมป้องกันไม่ให้เชื้อโรคและแบคทีเรียต่าง ๆ เข้ามาทำร้ายผิว ซึ่งในวัย 30+ เป็นวัยที่ Ceramide ในชั้นผิวจะเริ่มลดลงมากที่สุด ทำให้เกิดปัญหาผิวแพ้ง่าย ไวต่อการระคายเคือง ดังนั้นสกินแคร์ที่มีส่วนผสมของ Ceramide จึงเป็นอีกหนึ่งไอเทมสำคัญที่จะช่วยให้ผิวแข็งแรงอยู่เสมอ

    • สกินแคร์รักษาสิว

    ไม่ใช่แค่วัย 20 เท่านั้นที่ต้องเผชิญกับปัญหาสิว แต่ยังมีหนุ่ม ๆ สาว ๆ วัย 30+ จำนวนไม่น้อยที่ยังคงกังวลกับปัญหาสิวที่คอยกวนใจ ผลิตภัณฑ์รักษาสิวจึงยังคงเป็นไอเทมสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

    อายุ 40+

    • ครีมกันแดดและมอยส์เจอไรเซอร์

    ไม่ว่าจะวัยไหน สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือครีมกันแดดและมอยส์เจอไรเซอร์ ไอเทมพื้นฐานของผิวสุขภาพดี

    • สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant)

    เมื่อเข้าสู่วัย 40+ สารต้านอนุมูลอิสระยิ่งมีความจำเป็นต่อผิวมากขึ้น เพราะเซลล์ผิวจะเริ่มเสื่อมสภาพไปตามวัย ทำให้เกิดปัญหาริ้วรอยได้ง่ายกว่าวัยอื่น ๆ

    • สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของ Ceramide

    ปัญหาหลักของวัย 40+ ก็คือผิวแห้งกร้านขาดความชุ่มชื้น และผิวที่ไวต่อการระคายเคืองได้ง่ายเป็นพิเศษ ดังนั้นสกินแคร์ที่มี Ceramide จึงยังคงเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ และควรใช้อย่างต่อเนื่องเพื่อเสริมสร้างเกราะปกป้องผิวให้แข็งแรงอยู่เสมอ

    • สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของ Ratinoids

    นอกจากเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพแล้ว กระบวนการผลัดเซลล์ผิวก็เริ่มทำงานได้น้อยลง ทำให้เกิดสิ่งอุดตันในชั้นผิวและทำให้รูขุมขนกว้าง วิธีที่จะช่วยได้ก็คือการเลือกใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของ Ratinoids เพื่อช่วยผลัดเซลล์ผิว ทำให้ผิวดูเรียบเนียนและเปล่งปลั่ง

    ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยไหน หรือมีสภาพผิวแบบใด หากใครที่กำลังเผชิญกับปัญหาสิวกวนใจ ขอแนะนำสกินแคร์รักษาสิว Provamed Acniclear เวชสำอางที่เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว ออกแบบมาเพื่อดูแลปัญหาสิวสำหรับผิวทุกประเภท ด้วยนวัตกรรมดูแล ทำความสะอาด และลดสิวเฉพาะจุด ช่วยเคลียร์ทุกปัญหาสิวแม้ผิวบอบบางเป็นพิเศษ

    ช็อปสะดวกผ่านช่องทางออนไลน์, ห้างสรรพสินค้า และร้านขายยาใกล้บ้านคุณ

  • มารู้จัก แผลเป็นเกิดจากอะไร? พร้อมวิธีดูแลให้จางลงได้ไว

    มารู้จัก แผลเป็นเกิดจากอะไร? พร้อมวิธีดูแลให้จางลงได้ไว

    แผลเป็นคืออะไร มีกี่แบบ

    แผลเป็น อีกหนึ่งปัญหาผิวที่สร้างความหนักใจให้กับใครหลายคน ไม่ว่าจะเกิดจากปัญหาสุขภาพหรืออุบัติเหตุ แต่การดูแลเพื่อช่วยสมานแผลเป็นให้ผิวกลับมาเรียบเนียนเหมือนเดิมนั้น อาจเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา แต่ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น มารู้และทำความเข้าใจกันหน่อยว่าแผลเป็นคืออะไร? และมีกี่แบบ เพื่อหาวิธีดูแลให้แผลเป็นจางลงและหายได้ไวขึ้นอย่างตรงจุด

    รู้จักกับปัญหาผิว แผลเป็นคืออะไร?

    นอกจากปัญหาสุขภาพผิวหมองคล้ำ มีรอยเหี่ยวย่น หรือปัญหาสิวที่รักษาได้ยากแล้ว ปัญหาแผลเป็น ยังเป็นอีกหนึ่งปัญหาน่ากวนใจ ถึงแม้ว่าแผลเป็นจะไม่ได้สร้างความเจ็บปวดให้กับเรา แต่ย่อมส่งผลถึงความมั่นใจ เพราะหากปล่อยทิ้งเอาไว้นานอาจทำให้รักษาให้หายได้ยาก

    หลาย ๆ คนอาจสงสัยว่า แล้วแผลเป็นเกิดจากอะไรกันนะ? ซึ่งหากอธิบายตามหลักการแล้ว การเกิดแผลเป็นนั้น คือหนึ่งในกระบวนการสมานแผลที่ร่างกายตอบสนองโดยอัตโนมัติ ด้วยการสร้างโปรตีนในรูปแบบคอลลาเจนขึ้นมา เพื่อทำการซ่อมแซมและสมานบาดแผลอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ได้มุ่งเน้นให้ผิวหนังในบริเวณนั้นคืนสู่สภาพเนียนใสแบบปกติ ทำให้ในบางครั้ง ร่างกายผลิตคอลลาเจนขึ้นมาจำนวนมากเพื่อสมานบาดแผล จนทำให้เกิดรอยแผลนูนและกลายเป็นแผลเป็นในที่สุด

    แผลเป็นมีกี่แบบ มารู้จักลักษณะของผิวแผลเป็นกัน

    คนที่มีรอยแผลเป็นจะสังเกตได้ว่า ลักษณะของแผลเป็นแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน บางคนมีแผลเป็นขนาดใหญ่ บางคนมีแผลเป็นนูน หรือบางคนมีแผลเป็นแบบกระจายตัว ซึ่งแผลเป็นที่มีลักษณะที่แตกต่างกันเกิดจากกระบวนการรักษา และระยะเวลาของการสมานแผลที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งเราสามารถแยกประเภทแผลออกได้ดังนี้

    • แผลเป็นทั่วไป

    เป็นลักษณะแผลเป็นที่พบเห็นได้ทั่วไป โดยมักจะเริ่มจากการอักเสบ ต่อมาในบริเวณที่เกิดแผลจะมีสีคล้ำ จากนั้นจะมีสีอ่อนลงและแบนลงได้เอง ในบางครั้งอาจมีอาการคัน ระคายผิวร่วมด้วย ซึ่งเกิดจากร่างกายสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่เพื่อช่วยสมานบาดแผล แต่เมื่อเวลาผ่านไปแผลเป็นจะจางลงได้ แต่อาจต้องใช้เวลา

    • แผลเป็นคีลอยด์

    หากพูดถึงแผลเป็นที่สร้างความหนักใจให้กับใครหลาย ๆ คน แผลเป็นคีลอยด์ คือหนึ่งในนั้น และคงไม่มีใครอยากจะให้เกิดแผลเป็นประเภทนี้ เพราะลักษณะของแผลจะโตนูน และอาจขยายใหญ่เกินขอบเขตของแผลเดิมไปมาก ซึ่งมักตามมาด้วยอาการคัน เจ็บ แสบร้อน อีกทั้งแผลเป็นชนิดนี้จะเจริญเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ หากไม่รีบรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ อาจทำให้รักษาได้ยากมากขึ้น

    • แผลเป็นนูน

    แผลเป็นนูน มีลักษณะคล้ายแผลเป็นแบบคีลอยด์ที่มีลักษณะแผลที่โตนูนขึ้นมาจากระดับพื้นผิวหนังปกติ ทำให้เนื้อแผลมีความหนาขึ้น แต่จะปรากฏขึ้นภายในขอบเขตของบาดแผลเท่านั้น โดยแผลเป็นชนิดนี้จะค่อย ๆ แบนตัวและเลือนลางได้เองในช่วงเวลา 2-5 ปี

    • แผลเป็นแบบหดรั้ง

    แผลเป็นแบบหดรั้น เป็นแผลเป็นที่มักเกิดจากเหตุการณ์ไฟไหม้ หรือผิวหนังโดนลวก ทำให้มีลักษณะแผลเป็นที่หด รั้ง โดยผิวหนังจะย่นเข้าหากันในบางมุม ซึ่งทำให้ผิวหนังในบริเวณนั้นตึง และอาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหวได้

    • แผลเป็นรอยบุ๋ม

    เป็นลักษณะรอยแผลเป็นที่เป็นร่องหรือหลุมยุบลงใต้ชั้นผิวหนัง เนื่องจากเกิดจากการสูญเสียขั้นไขมันใต้ผิวหนังระหว่างการบาดเจ็บ นับว่าเป็นลักษณะแผลเป็นที่พบได้ทั่วไป ที่มักเกิดจากสิว การบีบสิว รอยบาดเล็กน้อย และการผ่าตัด

    เลือกใช้ครีมทารอยแผลเป็นที่มีประสิทธิภาพ

    วิธีการดูแลแผลเป็นให้จางลง

    • หมั่นรักษาแผลให้สะอาดอยู่เสมอ : ความสะอาด เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยในการสมานแผล และทำให้รอยแผลเป็นรักษาให้หายได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะแผลผ่าตัดที่อยู่ในบริเวณสำคัญ ควรหมั่นเปลี่ยนผ้าปิดแผลตามที่แพทย์แนะนำ รวมถึงเลือกใช้สบู่และครีมทารอยแผลที่แพทย์แนะนำแล้วว่าปลอดภัย และใช้ทาบริเวณแผลอย่างสม่ำเสมอ
    • หลีกเลี่ยงการยกของหนัก : การระวังไม่ให้แผลเกิดความบาดเจ็บ จะช่วยให้แผลหายได้เร็วขึ้น สำหรับคนที่ได้รับการผ่าตัด หรือมีแผลเป็นใหม่ควรหลีกเลี่ยงการยกของหนัก โดยเฉพาะในช่วง 2 สัปดาห์แรกที่แผลยังใหม่อยู่
    • หลีกเลี่ยงการสัมผัสบ่อย ๆ : แผลเป็นบางชนิดอาจเกิดการระคายเคืองร่วมด้วย แต่ควรหักห้ามใจไม่ให้สัมผัสโดน โดยเฉพาะการเกาหรือแกะ เพราะอาจทำให้แผลเป็นอักเสบ และหายได้ยากขึ้น
    • เลือกใช้ครีมทารอยแผลเป็นที่มีประสิทธิภาพ : ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ครีมทารอยแผลเป็นที่มีประสิทธิภาพและมีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบ และลดการสร้างเม็ดสีเมลานิน ทำให้แผลเป็นที่นูนดูแบนลงหรือไม่นูนมากขึ้น รวมถึงรอยแดง รอยคล้ำดำจะค่อย ๆ จางลงได้

    สำหรับคนที่มีแผลเป็น สามารถดูแลด้วยการเลือกใช้ครีมทารอยแผลเป็น PROVAMED SCAR SILICONE ซึ่งเป็นเนื้อเจลซิลิโคนใส บางเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะ และมีส่วนผสมของ Epitensive โปรตีนจากพืช (Plant-Epidermal Growth Factor), Non-GMO ที่เป็นโปรตีนที่ใกล้เคียงกับโปรตีนในผิว ช่วยให้ผิวค่อย ๆ เรียบเนียนขึ้นและอ่อนนุ่มลง มี CPX ฟิล์มปกป้องแผลเป็น คงความชุ่มชื่นให้กับผิว ลดโอกาสการเกิดแผลเป็นนูน พร้อมมีวิตามินซี อี ที่ช่วยบำรุงให้แผลชุ่มชื้นและช่วยให้แผลเป็นดูจางลงได้

    ช็อปสะดวกผ่านช่องทางออนไลน์, ห้างสรรพสินค้า และร้านขายยาใกล้บ้านคุณ

  • วิธีลดรอยแผลเป็น คืนความสดใสให้ผิว!

    วิธีลดรอยแผลเป็น คืนความสดใสให้ผิว!

    วิธีลดรอยแผลเป็น เห็นผลเร็ว

    ความเจ็บปวดจากการเกิดบาดแผลว่าแย่แล้ว แต่สิ่งที่แย่กว่าคือ ‘รอยแผลเป็น’ ที่หลงเหลือไว้หลังจากที่บาดแผลหายสนิท ยิ่งหากมีรอยแผลเป็นในบริเวณที่สังเกตเห็นได้ชัด เช่นแผลเป็นจากการทำศัลยกรรม ยิ่งทำให้ความมั่นใจลดฮวบ หลายคนจึงเลือกที่จะสวมใส่เสื้อผ้าที่มิดชิดเพื่อปกปิดรอยแผลเป็นเหล่านั้นเอาไว้
    ถึงแม้ว่ารอยแผลเป็นคือปัญหากวนใจที่ไม่มีใครอยากจะเจอ แต่ในปัจจุบัน ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้น ทำให้มีวิธีลดรอยแผลเป็นมากมาย ทั้งแบบทำได้ด้วยตัวเอง และโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้น ไม่ได้หมายความว่ารอยแผลเป็นจะต้องติดตัวเราตลอดไป ส่วนวิธีรักษาแผลเป็นจะมีอะไรบ้าง ติดตามได้ในบทความนี้

    ประโยชน์ของการรักษาแผลเป็น

    เนื่องจากแผลเป็นคือสิ่งที่ไม่มีใครประสงค์ให้เกิดขึ้นกับร่างกายตัวเอง ดังนั้นในทางตรงกันข้าม หากสามารถลบออกไปได้ย่อมเกิดประโยชน์หลากหลายประการ จึงเป็นเหตุผลให้หลายคนยอมลงทุนควักเงินในกระเป๋าจ่ายไปกับวิธีลดแผลเป็นหลากหลายวิธี โดยประโยชน์ต่าง ๆ มีดังต่อไปนี้

    • โอกาสด้านการงานที่มากขึ้น: สำหรับผู้ประกอบอาชีพที่รูปลักษณ์ภายนอกเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นดารา, นักแสดง, ศิลปิน, พิธีกร, นางแบบ และอีกมากมาย การมีแผลเป็นอาจเป็นหนึ่งเหตุผลที่ผู้ว่าจ้างใช้ในการตัดสินใจเลือกจ้าง ดังนั้นหากสามารถลบออกไปได้ย่อมเป็นผลดี
    • สุขภาพจิตดีขึ้น: แผลเป็น กับ สุขภาพจิต ดูเป็นสองสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกันโดยสิ้นเชิง อย่างไรก็ตาม ทั้งสองสิ่งนี้ใกล้ชิดกันกว่าที่คาดคิด เนื่องจากมีคนจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกสูญเสียความมั่นใจในตัวเองเมื่อเกิดรอยแผลเป็น และอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตอื่น ๆ ที่ร้ายแรงกว่าได้ในอนาคต การรักษาแผลเป็นจึงช่วยในเรื่องนี้ได้
    • รักษาก่อนลุกลาม: แผลเป็นบางชนิดอาจเลือนหายได้เองตามกาลเวลา แต่ก็มีบางชนิดเช่นกันที่หากไม่รักษาอาจลุกลามขยายใหญ่เกินขอบเขตของแผลเดิมไปมากได้ รวมถึงเกิดอาการเจ็บและแสบร้อน เช่น แผลเป็นคีลอยด์ ดังนั้นจึงควรหาวิธีกำจัดออกไปโดยเร็วที่สุด

    5 วิธีลดรอยแผลเป็น

    ใช้ครีมหรือเจลที่มีคุณสมบัติลดรอยแผลเป็น

    หนึ่งในวิธีรักษาแผลเป็นที่ง่ายที่สุด และสามารถประยุกต์ใช้ได้กับแผลเป็นหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นแผลเป็นไฟไหม้ แผลเป็นจากการทำศัลยกรรมหรือแผลเป็นทั่วไป คือการเลือกใช้ครีมหรือเจลที่มีคุณสมบัติช่วยลดรอยแผลเป็นมาทาบริเวณที่เกิดแผล โดยครีมหรือเจลเหล่านี้จะมีวางจำหน่ายทั่วไปตามร้านขายยา ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะมีส่วนผสมของ Vitamin E, Vitamin C หรือ สารสกัดหัวหอม โดยสารเหล่านี้มีงานวิจัยทางการแพทย์รองรับ ว่าสามารถช่วยลดความเข้มของรอยแผลเป็นได้อย่างมีนัยยะสำคัญ

    ในส่วนของเจล ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นซิลิโคนเจล ซึ่งมีคุณสมบัติเกลี่ยง่าย แห้งเร็ว ไม่ระคายเคืองผิวที่บอบบาง และช่วยรักษาความชุ่มชื้นไว้ ลดการสร้างคอลลาเจนที่มากเกิน ซึ่งส่งผลให้รอยนูนของรอยแผลเป็นยุบลง หรือแผลคีลอยด์ลดการขยายตัวลงได้ได้

    รับประทานอาหารเสริมสังกะสี

    หากบอกว่าการบริโภคอาหารเสริมสังกะสี หรือ Zinc Supplements คือหนึ่งในวิธีลบรอยแผลเป็น หลายคนอาจสงสัยว่ามีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร ซึ่งเหตุผลไม่ได้มีอะไรซับซ้อน โดยแร่ธาตุสังกะสีมีคุณสมบัติเด่นในการช่วยสมานแผล ช่วยลดการอักเสบและสร้างการเติบโตของเซลล์ และด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ย่อมส่งผลโดยตรงต่อการรักษาแผลเป็น แต่อย่างไรก็ตาม การได้รับสิ่งใดเข้าสู่ร่างกายมากจนเกินไปย่อมไม่เป็นผลดี การบริโภคอาหารเสริมสังกะสีก็เช่นกัน จึงควรบริโภคในปริมาณที่แพทย์แนะนำหรือระบุไว้ข้างผลิตภัณฑ์เท่านั้น เนื่องจากหากบริโภคมากเกินไปอาจทำให้เกิดอาการท้องอืดหรือท้องเสียได้

    การนวดเพื่อลดรอยแผลเป็น

    ถึงแม้จะเป็นวิธีลดรอยแผลเป็นที่ยังไม่เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในบ้านเรามากนัก แต่การนวดเพื่อลดรอยแผลเป็น หรือ Scar Massage คือศาสตร์ชนิดหนึ่งที่สามารถทำให้รอยแผลเป็นจางลงได้เช่นกัน เนื่องจากสามารถทำลายการสร้างคอลลาเจนในเนื้อเยื่อใต้ผิว โดยแผลเป็นบางประเภทอาจมีเนื้อเยื่อคล้ายเชือกพันแน่นอยู่ใต้ผิวหนัง ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้รอยแผลเป็นเด่นชัด ดังนั้นในกรณีนี้ แพทย์อาจแนะนำให้ใช้การนวดเป็นวิธีลดรอยแผลเป็น อย่างไรก็ตาม การนวดประเภทนี้จะแตกต่างจากการนวดทั่วไป จึงควรทำโดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

    รักษาแผลเป็น ด้วยตัวเองได้ไหม

    เลเซอร์ลดรอยแผลเป็น

    แน่นอนว่าเลเซอร์ลดรอยแผลเป็นคือวิธีรักษาแผลเป็นที่ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น และอาจมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงได้ ดังนั้นจึงควรเลือกวิธีนี้ในกรณีแผลเป็นรุนแรง นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง และอาจต้องทำหลายครั้งเพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน

    กระบวนการ Chemical Peel

    เช่นเดียวกับการใช้เลเซอร์ กระบวนการ Chemical Peel คือวิธีลบรอยแผลเป็นที่เหมาะสำหรับแผลเป็นรุนแรง และต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น โดยสารเคมีจะทำปฏิกริยากับผิวหนังชั้นบนสุดเพื่อกำจัดรอยแผลเป็น ดังนั้นเมื่อผิวหนังลอกออก อาจเกิดอาการผิวแดง เจ็บ หรือบวมชั่วคราว และใช้เวลา 1 สัปดาห์หรือมากกว่านั้นกว่าผิวหนังจะกลับสู่สภาวะปกติ

    ตัวเลือกลดรอยแผลเป็นต้อง PROVAMED SCAR SILICONE

    ถึงตรงนี้ หากกำลังมองหาวิธีลดรอยแแผลเป็นด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะแผลเป็นจากไฟไหม้ แผลเป็นจากการทำศัลยกรรม แผลเป็นจากการผ่าตัด อุบัติเหตุ หรือแผลเป็นทั่วไป PROVAMED SCAR SILICONE คือตัวเลือกที่ตอบโจทย์ ด้วยเนื้อเจลซิลิโคนใส บางเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะ มีส่วนผสมของ Epitensive ซึ่งเป็นโปรตีนจากพืช (Plant-Epidermal Growth Factor), Non-GMO โปรตีนที่ใกล้เคียงกับโปรตีนในผิว ช่วยให้ผิวค่อย ๆ เรียบเนียนขึ้นและอ่อนนุ่มลง มี CPX ฟิล์มปกป้องแผลเป็น คงความชุ่มชื่นให้กับผิว ลดโอกาสการเกิดแผลนูนหรือคีลอยด์ พร้อมมีวิตามินซี อี ที่ช่วยบำรุงให้แผลชุ่มชื้นและช่วยให้แผลเป็นดูจางลงได้

    ช็อปสะดวกผ่านช่องทางออนไลน์, ห้างสรรพสินค้า และร้านขายยาใกล้บ้านคุณ

  • ผดขึ้นหน้า: สาเหตุและแนวทางการรักษา

    ผดขึ้นหน้า: สาเหตุและแนวทางการรักษา

    ผดขึ้นหน้า เกิดจากอะไร รักษายังไง

    ในช่วงเวลาที่เราทุกคนต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยหรือแมสก์เป็นประจำทุกวันมาตลอดหลายปี หลายคนอาจพบว่าผิวหน้าที่เคยนุ่มและเรียบเนียน กลับกลายเป็นมีผดผื่นขึ้นมากวนใจ จนทำให้ผิวดูหยาบกร้าน และบางครั้งก็อาจทำให้รู้สึกคันระคายเคือง ขอชวนมาเจาะลึกถึงสาเหตุของการเกิดสิวผดขึ้นหน้า พร้อมวิธีป้องกัน และเคล็ดลับในการรักษาให้หายขาด 

    อาการ ‘ผดขึ้นหน้า’ คืออะไร?

    สิวผด คืออาการทางผิวหนังชนิดหนึ่งที่มีลักษณะเป็นเม็ดเล็ก ๆ เกาะกลุ่มกันเป็นปื้น กระจายอยู่ตามจุดต่าง ๆ บนผิวหนัง สามารถสังเกตได้จากผิวที่ดูบวมและแดงขึ้น และเมื่อใช้มือลูบจะรู้สึกได้ว่าผิวมีความแห้งและหยาบกว่าปกติ บางครั้งอาจมาพร้อมอาการคัน ระคายเคือง ไปจนถึงทำให้รู้สึกแสบเมื่อเผชิญกับอากาศร้อนหรือเหงื่อออก ซึ่งโดยปกติแล้วเรามักประสบกับปัญหาสิวผดขึ้นหน้าได้ง่ายกว่าส่วนอื่น ๆ เนื่องจากผิวหน้าเป็นจุดที่ไวต่อการระคายเคืองมากกว่าผิวส่วนอื่น นอกจากนี้ บางครั้งอาจเกิดจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสมกับสภาพผิว จนทำให้เกิดการแพ้และกลายเป็นผดผื่นได้

    ระดับความรุนแรงของสิวผด

    • ความรุนแรงน้อย มีลักษณะเป็นสิวผดเม็ดเล็ก ๆ บนใบหน้า และไม่ทำให้รู้สึกระคายเคือง บางครั้งอาจยุบตัวลงเองได้เมื่ออากาศเย็นลง
    • ความรุนแรงปานกลาง มีลักษณะเป็นผดแดงจนสังเกตเห็นได้ชัด ยิ่งเผชิญกับอากาศร้อนและเหงื่อออก ก็ยิ่งทำให้มีอาการคันมากขึ้น
    • ความรุนแรงสูง เมื่อสิวผดเกิดการอักเสบรุนแรงจะทำให้มีขนาดใหญ่ขึ้นและระคายเคืองมากขึ้น ในระยะนี้หากพยายามแกะหรือบีบสิว อาจทำให้ลุกลามและกลายเป็นปัญหาผิวที่ไม่รู้จบได้

    สิวผดขึ้นหน้า เกิดจากอะไร?

    • มลภาวะและปัจจัยภายนอก

    มลภาวะและสิ่งต่าง ๆ ที่เราต้องเผชิญกันอยู่ในทุกวัน ถือเป็นปัจจัยภายนอกที่มักก่อให้เกิดปัญหาสิวผดอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นละออง สารเคมีในอากาศ เกสรดอกไม้ หรือขนสัตว์ ซึ่งหากใครที่มีอาการแพ้สิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว อาจถูกกระตุ้นให้รู้สึกคันยิบ ๆ ที่ผิวหนัง และเกิดผดผื่นบนใบหน้าได้ง่ายกว่าคนทั่วไป 

    • อุณหภูมิ

    อุณหภูมิที่ร้อนจัด ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุของการเกิดผดผื่นบนใบหน้า เพราะเมื่ออากาศร้อนและอับชื้น ก็จะเกิดเหงื่อบนใบหน้าได้ง่าย ทำให้ผิวที่โดนเหงื่อเกิดการระคายเคือง ยิ่งในช่วงเวลาที่ต้องสวมใส่แมสก์ตลอดทั้งวัน ก็ยิ่งทำให้ผิวไวต่อการระคายเคืองมากกว่าปกติอีกด้วย 

    • การสัมผัสใบหน้า

    ในเวลาที่อยู่นอกบ้าน มือของเราต้องสัมผัสกับเชื้อโรคและสิ่งสกปรกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งเมื่อเราเผลอใช้มือสัมผัสใบหน้าบ่อย ๆ ระหว่างวัน เชื้อโรคที่สะสมอยู่บนมือนี่เองที่จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของผดผื่น 

    • เครื่องสำอาง

    เครื่องสำอางบางชนิด อาจมีส่วนผสมของสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง เช่น น้ำหอม แอลกอฮอล์ และซิลิโคน ซึ่งหากใครที่มีผิวแพ้ง่ายอยู่แล้ว ก็มีโอกาสที่จะเกิดการระคายเคืองและเกิดสิวผดขึ้นหน้าได้ง่ายด้วยเช่นกัน 

    • ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ไม่เหมาะกับสภาพผิว

    นอกจากเครื่องสำอางแล้ว ผลิตภัณฑ์อื่น ๆ อย่างครีมบำรุงผิว โฟมล้างหน้า หรือแม้แต่ยาสระผม ก็อาจเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ผิวระคายเคืองและเกิดปัญหาผดผื่นที่ไม่รู้จบได้เช่นเดียวกัน ซึ่งเราควรหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงของผิวอยู่เสมอ เพื่อให้สามารถหาทางรักษาได้อย่างทันท่วงที และป้องกันไม่ให้เกิดผดผื่นขึ้นซ้ำ ๆ จนทำให้สูญเสียความมั่นใจ

    วิธีป้องกันไม่ให้เกิดผดผื่นบนใบหน้า

    • หลีกเลี่ยงมลภาวะและปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดผดผื่น
    • หลีกเลี่ยงความร้อนและพยายามซับเหงื่อบ่อย ๆ ระหว่างวัน
    • หมั่นล้างทำความสะอาดมือทุกครั้งก่อนสัมผัสใบหน้า
    • ใส่ใจกับการเลือกผลิตภัณฑ์ให้ปราศจากส่วนผสมที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคือง

    ผดขึ้นหน้าใช้อะไรดี? แนะวิธีรักษาสิวผดที่ถูกต้อง

    วิธีรักษา บรรเทา ผดขึ้นหน้า ระคายเคือง

    สำหรับใครที่กำลังเผชิญกับปัญหาสิวผดขึ้นหน้าอยู่ในตอนนี้และกังวลว่าจะมีวิธีรักษาสิวผดอย่างไรบ้าง และต้องปฏิบัติตัวอย่างไรให้ผิวหน้ากลับมาเนียนนุ่มได้อีกครั้ง มาดูแนวทางการรักษาผดผื่นตามวิธีต่อไปนี้ได้เลย

    • ทำความสะอาดใบหน้า

    การทำความสะอาดใบหน้า ถือเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญของการรักษาผดผื่น เพราะหากทำความสะอาดไม่ถูกวิธี ก็อาจทำให้ผิวยิ่งระคายเคืองหนัก โดยเฉพาะใครที่แต่งหน้าเป็นประจำ หากล้างเครื่องสำอางออกไม่หมด ก็จะยิ่งทำให้ผิวอุดตันและกลายเป็นปัญหาสิวที่รุนแรง ซึ่งเคล็ดลับการทำความสะอาดผิวหน้าที่ถูกต้องก็คือ การใช้น้ำเย็นแทนน้ำอุ่น พร้อมกับการนวดวนที่ผิวอย่างเบามือ แทนการขัดถูอย่างรุนแรง และควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่อ่อนโยน เป็นสูตรสำหรับผิวแพ้ง่ายโดยเฉพาะ เพื่อช่วยบรรเทาผดผื่นและช่วยฟื้นฟูผิวให้แข็งแรงขึ้น

    • เปลี่ยนแมสก์ระหว่างวัน

    หากใครที่จำเป็นต้องออกนอกบ้านทุกวัน และต้องสวมแมสก์บ่อย ๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แนะนำว่าควรเลือกใช้แมสก์ที่มีเนื้อนุ่มเป็นพิเศษ หรือเป็นแมสก์ที่เหมาะสำหรับผิวแพ้ง่ายโดยเฉพาะ รวมถึงควรเปลี่ยนแมสก์บ่อย ๆ ระหว่างวัน เพื่อป้องกันไม่ให้แมสก์กลายเป็นแหล่งสะสมของเหงื่อและสิ่งสกปรก 

    • ดูแลผิวไม่ให้อับชื้น

    นอกจากการเปลี่ยนแมสก์แล้ว การดูแลผิวไม่ให้อับชื้นก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นเดียวกัน โดยหากอยู่ในที่โล่งแจ้งและไม่ได้มีผู้คนในบริเวณใกล้เคียง อาจถอดแมสก์ชั่วครู่เพื่อระบายอากาศ หรือพกผ้าเช็ดหน้าที่สะอาดไปคอยซับเหงื่อบ่อย ๆ ในระหว่างวัน

    • ไม่สัมผัสใบหน้าระหว่างวัน

    เมื่อเราเข้าใจสาเหตุแล้วว่า หลัก ๆ แล้วการที่สิวผดขึ้นหน้านั้นเกิดจากอะไร สิ่งที่ควรทำก็คือการงดสัมผัสใบหน้าระหว่างวัน เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคและสิ่งสกปรกเข้าไปกระตุ้นให้ผดผื่นเกิดการอักเสบรุนแรง เช่นเดียวกับการรวบผมให้เรียบร้อยอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้สิ่งสกปรกที่อาจเกาะติดตามเส้นผมมาสัมผัสโดนใบหน้าได้ 

    • เปลี่ยนเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลผิว

    สำหรับใครที่สังเกตว่า เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ที่ใช้อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สิวผดขึ้นหน้า ก็ถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนใหม่ให้เหมาะกับสภาพผิว โดยควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนเป็นพิเศษ ปราศจากน้ำหอม แอลกอฮอล์ และซิลิโคน เพื่อช่วยบรรเทาการอักเสบ ลดการระคายเคือง และช่วยฟื้นฟูผิวให้กลับมาแข็งแรง

    หากใครที่กังวลว่าสิวผดขึ้นหน้าต้องใช้อะไรดี ไม่ต้องกังวลอีกต่อไป เพราะเราสามารถจบปัญหาสิวผดที่คอยกวนใจได้ด้วย Provamed Acniclear Set เวชสำอางที่ดูแลครบทุกปัญหาสิว ด้วยนวัตกรรมดูแล ทำความสะอาดผิว และเจลเเต้มสิวที่ช่วยลดสิวผด อย่าง Provamed Retinol A Gel  เหมาะสำหรับผิวเเพ้ง่าย ทำให้ผิวสะอาดใสและสุขภาพดี กลับมามีความมั่นใจอีกครั้ง

    ช็อปสะดวกผ่านช่องทางออนไลน์, ห้างสรรพสินค้า และร้านขายยาใกล้บ้านคุณ

     

  • เป็นสิวที่หลัง ป้องกันและบรรเทาได้ง่ายกว่าที่คิด

    เป็นสิวที่หลัง ป้องกันและบรรเทาได้ง่ายกว่าที่คิด

    เจาะลึกสาเหตุ สิวที่หลังเกิดจากอะไรบ้าง

    แม้ว่าแผ่นหลังจะเป็นอวัยวะที่ถูกเสื้อผ้าปกปิดเอาไว้ ทำให้หากเกิดปัญหาผิวบริเวณหลังก็ไม่ได้รบกวนบุคลิกภาพหรือบั่นทอนความมั่นใจเท่ากับผิวบริเวณอื่น ๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว “การเป็นสิวที่หลัง” ก็เป็นปัญหาที่สร้างความรำคาญใจให้กับเราไม่แพ้สิวบนใบหน้าเลยทีเดียว  

    และสำหรับใครที่กำลังเผชิญกับปัญหาสิวที่หลัง หรืออยากป้องกันปัญหานี้ไว้ก่อน บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกการเป็นสิวที่หลังแบบลึกถึงต้นตอ ตั้งแต่สิวที่หลังเกิดจากอะไร วิธีรักษาสิวที่หลัง ไปจนถึงเคล็ดลับในการป้องกัน แล้วจะรู้ว่าสิวที่หลังป้องกันได้ และไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

    เจาะลึกสาเหตุ สิวที่หลังเกิดจากอะไร?

    สิวที่หลังมีหลายชนิดด้วยกัน เช่น สิวอุดตัน สิวหัวดำ สิวอักเสบ ซึ่งคนส่วนใหญ่มักมีมุมมองว่าสิวที่หลังต้องเกิดจากการไม่รักษาความสะอาด แต่นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะแท้จริงแล้ว ปัญหาสิวที่หลังกลับเกิดจากสาเหตุที่ใกล้ตัวมากจนหลายคนคาดไม่ถึง และนี่คือสาเหตุการเกิดสิวที่หลังที่พบได้บ่อย ๆ

    1. พันธุกรรมหรือกรรมพันธุ์

    กรรมพันธุ์ไม่เพียงแต่ส่งต่อรูปร่าง หน้าตา สีผิว เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงสภาพผิว หากในครอบครัวมีคนที่เคยมีประวัติเป็นสิวที่หลังไปจนถึงสะโพก โอกาสที่จะมีสิวที่หลังก็จะยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย

    2. การเสียดสี

    หากคุณสวมเสื้อผ้าที่รัดหรือพอดีตัวเกินไป รวมทั้งยังต้องสะพายอุปกรณ์กีฬาและกระเป๋าเป้ที่อาจมีเชื้อแบคทีเรียสะสมอยู่ และเมื่อเกิดการเสียดสีกันกับผิวบริเวณหลัง ที่มีเหงื่อและไขมันก็อาจเป็นสาเหตุของการเกิดสิวได้

    3. ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง

    เหตุผลนี้มักเกิดกับผู้หญิงตั้งครรภ์ ผู้หญิงที่กำลังมีประจำเดือน และผู้ที่กำลังเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น เพราะฮอร์โมนจะมีความเปลี่ยนแปลงมากเป็นพิเศษ จึงก่อให้เกิดสิวในหลายบริเวณได้ รวมทั้งที่หลังด้วย

    4. ผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิด

    ยาหลายชนิด เช่น ยา Corticosteroids ซึ่งออกฤทธิ์ต้านการอักเสบ และยารักษาอาการซึมเศร้า ก็เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดสิวที่หลัง หากใครที่มีปัญหาสิวจากการใช้ยาเหล่านี้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาแนวทางรักษาที่ปลอดภัยต่อไป

    5. การดูแลสุขอนามัย

    สุขอนามัยที่ดี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการรักษาความสะอาดร่างกายเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกบนผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน และผ้าห่ม ซึ่งเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคชั้นดี หากไม่ทำความสะอาดเป็นประจำก็อาจทำให้เป็นสิวที่หลังได้เช่นกัน

    6. ความเครียด

    ความเครียดจัดเป็นสาเหตุยอดฮิตของการเกิดสิวทุกประเภท เพราะทุกครั้งที่รู้สึกเครียด ร่างกายจะผลิตฮอร์โมน Cortisal ขึ้นมา ทำให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากกว่าปกติ เมื่อรวมกับสิ่งสกปรก จึงทำให้เกิดสิวที่หลังได้นั่นเอง

    7. ความอับชื้นจากเหงื่อและสิ่งสกปรก

    ปิดท้ายด้วยสาเหตุสำคัญของการเกิดสิวที่หลัง นั่นก็คือเหงื่อและสิ่งสกปรก เพราะเมื่อทั้งสองสิ่งนี้รวมกันจะทำให้เกิดการอุดตันของรูขุมขน และนำไปสู่สิวที่หลังหลายชนิด ยิ่งประเทศไทยเป็นเมืองร้อน คนส่วนใหญ่เหงื่อออกง่าย จึงยิ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

    วิธีป้องกันและบรรเทา เมื่อคุณเป็นสิวที่หลัง

    วิธีรักษาสิวที่หลัง และเคล็ดลับป้องกันที่คุณก็ทำตามได้

    เมื่อทราบกันแล้วว่าสิวที่หลังมีสาเหตุมาจากอะไร คำถามถัดมาก็คือ แล้วเราควรมีวิธีการรักษาหรือป้องกันอย่างไรบ้าง หากใครที่เป็นสิวที่หลังแล้วอยากจะฟื้นฟูผิวให้กลับมาเนียนเรียบดังเดิม สิ่งแรกที่ควรทำคือต้องรักษาความสะอาดบริเวณที่เป็นสิวเป็นพิเศษ และเลือกใช้ยารักษาสิวในกลุ่ม Benzac, Retinoid หรือ Salicylic Acid หรือใช้ Tea Tree Oil ที่ช่วยยับยั้งแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดสิว รวมถึงควรหลีกเลี่ยงการแกะหรือบีบสิวโดยเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้

    สำหรับคนที่ประสบปัญหาสิวบริเวณหลังอย่างรุนแรง ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง เพื่อทำการรักษาเพื่อผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ 

    ส่วนวิธีป้องกันสิวบริเวณหลัง ที่ทำตามได้ง่าย ๆ สามารถใช้วิธีการเหล่านี้ช่วยดูแลได้เลย  

    • อาบน้ำทุกครั้งหลังเหงื่อออกหรือหลังออกกำลังกาย ป้องกันเหงื่อและสิ่งสกปรกสะสมอยู่บนผิว
    • สวมเสื้อผ้าที่ไม่รัดแน่นหรือพอดีตัวจนเกินไป หากเหงื่อออกจะได้ไม่เกิดความอับชื้นมาก
    • หมั่นสระผมเป็นประจำ และมัดผมเพื่อไม่ให้สิ่งสกปรกจากผมมาสัมผัสกับผิวที่หลัง
    • ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ Salicylic Acid ขัดผิว เพื่อขจัดสิ่งสกปรกและน้ำมันบนผิวหนังออกไป
    • ใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่เนื้อเบาบางและปราศจากน้ำมัน ช่วยป้องกันรูขุมขนอุดตันได้

    เป็นสิวที่หลัง เร่งสิวยุบไวด้วย Provamed  Acne Spot Gel

    หากใครกำลังเป็นสิวที่หลัง และต้องการตัวช่วยเพื่อดูแล เจลแต้มสิวจาก Provamed  Acne Spot Gel สูตรเร่งด่วน สามารถช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดสิว ทำให้สิวยุบไว ลดการอุดตัน คืนความชุ่มชื้นให้กับผิว อีกทั้งยังจะช่วยเติมเต็มหลุมสิวให้ดูเรียบเนียนขึ้น เหมาะสำหรับสิวอักเสบและสิวหัวหนอง ปราศจากสารก่อให้เกิดสิวใหม่

    ช็อปสะดวกผ่านช่องทางออนไลน์, ห้างสรรพสินค้า และร้านขายยาใกล้บ้านคุณ

  • ไอเท็มงานผิวที่มักถูกลืมในหน้าหนาว

    ไอเท็มงานผิวที่มักถูกลืมในหน้าหนาว

    ไอเท็มงานผิวที่มักถูกลืมในหน้าหนาว

             หน้าหนาวกับอากาศแห้งเป็นของคู่กัน โลชั่นคืนความชุ่มชื้นเลยเป็นไอเท็มบำรุงผิวอันดับแรกๆ ที่นึกถึง แต่คนส่วนใหญ่มักลืมไปว่าดวงอาทิตย์น่ะ ไม่หยุดทำงานในหน้าหนาวหรอกนะ!

    อากาศเย็นประเทศไทยนี่แทบนับวันได้ แต่แดดเนี่ย มาทุกวันจ้า ต่อให้ฤดูหนาวย่างเข้ามา สาวๆ เราก็ยังห้ามลืมป้องกันผิวจากแสงแดดเป็นอันขาดเลยนะคะ เพราะแดดหน้าหนาวนี่แหละตัวดี เมฆก็น้อย ฟ้าก็โปร่งกว่าตอนหน้าร้อน แดดจึงยิ่งแสบผิว อานุภาพทะลุทะลวงยิ่งกว่าเดิมไปอีก รังสี UV จึงทำลายผิวได้เต็มๆ

    ผิวหน้า

    ครีมกันแดดเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ การเลือกประเภทของกันแดดให้เหมาะกับผิวหน้าก็สำคัญด้วย ถ้าเป็นสาวผิวแพ้ง่ายหรือเป็นสิว ก็ต้องเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีส่วนผสมที่อาจก่อการระคายเคือง เช่น น้ำหอมหรือแอลกอฮอล์ เลือกเนื้อสัมผัสที่บางเบา เป็นเซรั่มกันแดดสูตรน้ำ อย่างเช่น Provamed Sensitive Sun Aqua Serum SPF 50 PA+++ ที่ออกแบบมาเพื่อสาวผิวแพ้ง่ายโดยเฉพาะ

    ส่วนสาวผิวผสม ผิวมัน หน้าหนาวนี้อาจจะเหมาะกับเนื้อมูสบางเบา แบบ Provamed Sun Face SPF50+ PA+++ ผิวจะได้ไม่มันวาวระหว่างวันค่ะ

    ผิวกาย

    หลายคนใช้แต่ครีมกันแดดหน้า แต่ลืมผิวตัวไปซะนี่ ลองหากันแดดที่ไม่เหนียวเหนอะหนะมาทาเป็นประจำก็จะช่วยได้เยอะเลยค่ะ ยิ่งใครอยู่ในเมือง หรือพบเจอกับมลภาวะบ่อยๆ ควรเลือกสูตรที่ป้องกันรังสีอินฟราเรดได้ด้วย เช่น Solaris Body SPF50+ PA+++ ตัวนี้หาซื้อได้ง่ายๆ ตาม 7-eleven ร้านขายยา หรือ Lazada ก็มีเช่นกัน

    รู้กันแบบนี้แล้ว สาวๆ อย่าลืมปกป้องผิวจากรังสี UV กันด้วยนะคะ♥

  • 5 วิธีหยุดผิวลอก จากยารักษาสิว

    5 วิธีหยุดผิวลอก จากยารักษาสิว

    5 วิธีหยุดผิวลอก จากยารักษาสิว

    เรื่องสิวนี่ถือเป็นปัญหาหนักใจของใครหลายคนเลยทีเดียว เดี๋ยวก็เป็นเดี๋ยวก็หาย นอยด์แล้วเฟลอีกก็ยังไม่หายซะที สาวๆ หลายคนไปหาหมอ แต่ก็ดั๊นนนนต้องมาเจอผลข้างเคียงจากยารักษาสิวอีก ผิวก็แห้ง หน้าก็ลอกเป็นขุยๆ แต่ไม่รู้จะทำยังไงดี ทำตัวไม่ถูกไปหมดเลย ไปดู 5 ข้อควรรู้สำหรับสาวๆ ที่ไปหาหมอสิวกันเถอะค่ะ

    ความสะอาดต้องมาก่อน

    ความสะอาดเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนเป็นสิวมากๆ ไม่ว่าจะแต่งหน้าหรือไม่ ก็ควรใช้คลีนซิ่งเช็ดสิ่งสกปรกบนใบหน้าเสียก่อน แล้วล้างหน้าให้สะอาด จะช่วยให้การอุดตันลดน้อยลง ไม่ทำให้เป็นสิวมากขึ้น แต่ต้องระวังด้วยนะคะ ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่อ่อนโยนต่อผิวหน้า มีลักษณะเป็นเนื้อเจล มีฟองน้อย ไม่มีสารก่อการระคายเคือง และไม่ทำให้ผิวแห้งจนเกินไปค่ะ

    งดสครับหน้า

    งดเว้นกันไปก่อนเลยค่ะสำหรับการขัดหน้า หรือการใช้โฟมล้างหน้าประเภทที่มีเม็ดบีดส์แข็งสำหรับสครับผิว เพราะจะยิ่งทำให้ผิวหน้าอ่อนแอลงไปอีก ดีไม่ดีสิวจะยิ่งอักเสบเพิ่มขึ้นไปด้วย

    หาตัวช่วยล็อคความชุ่มชื้น

    เมื่อผิวแห้งลอก ก็ต้องหาตัวช่วยล็อคความชุ่มชื้นให้กับผิวกันหน่อย ควรเลือกใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่บางเบา ไม่หนักหน้าจนเกินไป มีความอ่อนโยนสูง และสามารถใช้ร่วมกับยารักษาสิวได้ เช่น Provamed Acniclear Moisture Serum ที่เป็นเนื้อคูลลิ่งเซรั่มเย็นสบายผิว มีส่วนผสมของสารสกัด Aloe Vera หรือว่านหางจระเข้ ที่ช่วยลดการระคายเคืองของผิว

    อย่าให้ร่างกายขาดน้ำ

    การดื่มน้ำมากๆ ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่ควรจำไว้ให้ดี ยิ่งใครอยู่ในที่ที่มีอากาศแห้งบ่อยๆ เช่น ในห้องแอร์ ก็ควรพกน้ำติดตัวเอาไว้ ก็จะช่วยป้องกันความแห้งได้ด้วยอีกทางหนึ่ง นอกจากจะคืนสมดุลน้ำหล่อเลี้ยงผิวจากภายนอกแล้ว ก็ต้องคืนความชุ่มชื้นจากภายในด้วยค่ะ

    ครีมกันแดดคือสิ่งจำเป็น

    ถึงจะรักษาสิวอยู่ แต่ครีมกันแดดคือสิ่งสำคัญสุดๆ สำหรับผิวหน้า เพราะรังสี UV นี่แหละค่ะ ตัวการทำร้ายผิวเลย แถมพอใช้ยารักษาสิวแล้วผิวแห้ง ผิวลอก ไปเจอแดดหน่อยก็อาจจะยิ่งลอกกว่าเดิม อย่าไว้ใจแสงแดดประเทศไทยค่ะ ควรเลือกใช้กันแดดสูตรอ่อนโยนที่เหมาะกับคนเป็นสิว เช่น เซรั่มกันแดดสูตรน้ำที่มีเนื้อบางเบา และไม่ควรมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ที่จะทำให้หน้ายิ่งแห้งมากขึ้นไปอีก

    รู้เคล็ดลับง่ายๆ เพียงเท่านี้ ก็ไม่ต้องกังวลปัญหาผิวแห้งลอกจากยารักษาสิวกันแล้วล่ะค่ะ

  • น้ำตบใครว่าต้องตบอย่างเดียว

    น้ำตบใครว่าต้องตบอย่างเดียว

    ถ้าพูดถึงสกินแคร์บำรุงผิวหน้า ช้อยส์แรกๆ ที่สาวๆ จะนึกถึงคงเป็นเซรั่มกับครีมบำรุงผิว แต่ “น้ำตบ” หรือเอสเซ้นส์เอง ก็มีความสำคัญมากเหมือนกันนะ! เพราะนี่แหละตัวช่วยชั้นดีในการปรับสภาพผิวหน้า เสริมประสิทธิภาพของครีมบำรุงให้ซึมเข้าผิวได้ล้ำลึกยิ่งขึ้น แต่รู้หรือเปล่า น้ำตบน่ะ ไม่ได้มีดีแค่ใช้ตบอย่างเดียวหรอกนะ!

     

    ไปดู 6 วิธีใช้เด็ดๆ ของน้ำตบแต่ละแบบกันเลยดีกว่า!


    1. ตบแบบคลาสสิค
    หยดใส่ฝ่ามือแล้วตบเบาๆ ให้ทั่วใบหน้าและลำคอ ช่วยกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนดูเปล่งปลั่ง สดชื่น ยิ่งสาวๆ ที่มีผิวหน้ามัน หรือต้องการกระชับผิวหน้า การใช้น้ำตบนี่แหละที่จะช่วยบำรุงได้อย่างล้ำลึก ด้วยลักษณะที่เป็นน้ำใสๆ ซึมซาบได้เร็วสุดๆ

     


    2. เช็ดผิวพร้อมคลีนซิ่ง
             หยดน้ำตบลงบนสำลี ผสมกับคลีนซิ่งสำหรับเช็ดทำความสะอาดผิวหน้า ถือเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญสำหรับการรักษาความสะอาดของสาวๆ นอกจากจะเช็ดเครื่องสำอาง ล้างสิ่งสกปรกได้อย่างหมดจดแล้ว คุณค่าของเอสเซ้นส์ยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นเสริมไปได้อีกสเต็ป

     


    3.ผสมครีมบำรุง-รองพื้น
             หลายคนกลัวว่าถ้าผสมครีมบำรุงแล้ว จะทำให้ประสิทธิภาพของครีมลดลง ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด! ด้วยความที่มีลักษณะเป็นน้ำใสๆ ซึมซาบได้เร็ว การผสมน้ำตบกับครีมบำรุงที่ค่อนข้างหนักหรือเหนอะหนะ จะทำให้ช่วยเกลี่ยครีมได้ง่ายขึ้น และซึมได้เร็วกว่าเดิมด้วย ถ้าใช้ผสมกับรองพื้น จะช่วยให้เมคอัพติดทนด้วยนะ!

     


    4. ประคบผิวด้วยน้ำแข็ง

             บางคนอยากให้ผิวเฟรชๆ นำน้ำตบไปแช่ตู้เย็น แต่รู้หรือเปล่า สำหรับผิวที่เป็นรอยแดง อยากหาอะไรมาประคบ ปลอบประโลม ก็สามารถหยดน้ำตบใส่ถาดน้ำแข็งพร้อมน้ำสะอาด แช่ให้เป็นน้ำแข็ง แล้วนำมาประคบผิวได้เหมือนกัน จะห่อผ้าบางๆ ก่อนก็ได้นะคะ

     


    5.ฉีดแทนน้ำแร่
             ความชุ่มชื้นถือเป็นจุดเด่นอย่างหนึ่งของน้ำตบเลยทีเดียว เพียงติดหัวสเปรย์ซะหน่อย ก็ช่วยเติมอาหารให้ผิวได้ในอีกรูปแบบ ถือขวดห่างจากใบหน้าอย่างน้อย 1 ฟุต หลับตา แล้วฉีดพรมให้ทั่ว หรือจะผสมกับน้ำอุ่นแล้วนำมาฉีดก็ได้เช่นกัน

     


    6.เพิ่มประสิทธิภาพของมาส์ก
             สำหรับมาส์กแผ่นอัดเม็ดที่ต้องใช้น้ำเพื่อคืนรูป ก็ต้องอาศัยน้ำตบหรือเอสเซ้นส์นี่แหละค่ะ ช่วยเสริมประสิทธิภาพการบำรุงอย่างล้ำลึก หยดใส่เม็ดมาส์กให้ชุ่ม แล้วก็มาส์กต่อได้เลย

     

    อ่านมาจนถึงตอนนี้ เริ่มอยากใช้น้ำตบกันบ้างแล้วล่ะสิ! อยากประยุกต์ได้ขนาดนี้ ต้อง Provamed Age Corrector Essence ขนาดใหม่ 120 มล. ในราคาเบาๆ แค่ 490 บาท ให้คุณได้ปรนนิบัติผิวอย่างล้ำลึก มอบผลลัพธ์ลดเลือนริ้วรอยแห่งวัย พร้อมสารสกัด Adipofill ที่ช่วยกระชับผิว และ Sodium Hyaluronate มอบความชุ่มชื้นยาวนาน

    มีจำหน่ายแล้วที่ร้านขายยาชั้นนำ รายละเอียดเพิ่มเติม www.facebook.com/ProvamedClub , www.provamed.co.th

  • 4 ข้อควรจำ จบรอยแผลเป็นกวนใจ

    4 ข้อควรจำ จบรอยแผลเป็นกวนใจ

     

    4 ข้อควรจำ จบรอยแผลเป็นกวนใจ

    สาวๆ ที่รักผิว เห็นรอยแผลเป็นทีไรก็ปวดใจทุกที บางแผลก็ได้มาโดยบังเอิญ บางแผลก็รู้อยู่แล้วว่าจะต้องมี อย่างแผลผ่าตัด หรือแผลศัลยกรรม แต่จะแบบไหนๆ ก็ไม่อยากให้ทิ้งร่องรอยเอาไว้กันใช่มั้ยล่ะคะ จะไปฉีดสเตียรอยด์ก็ได้ ทำเลเซอร์ก็ได้ หรือจะค่อยๆ บำรุงด้วยครีมลดเลือนรอยแผลเป็นก็ได้อีกเหมือนกัน แถมไม่เจ็บตัวด้วยนะ ♥

    แล้วถ้าอยากดูแลรอยแผลเป็นด้วยตัวเอง มีข้อระวังอะไรบ้างน้า? ถึงคราวต้องปรึกษาคุณหมอผู้เชี่ยวชาญ นายแพทย์กฤติมุข วิเศษธนากร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม สำหรับเทคนิคดีๆ กันแล้วล่ะ!

    4 คำแนะนำ…ต้องจำให้แม่น!

    1. ความสะอาด ต้องมาเป็นอันดับแรก

    ระหว่างที่แผลยังไม่หายดี ต้องไม่ลืมดูแลแผลให้สะอาด ระวังไม่ให้เกิดการติดเชื้อ หมั่นใส่ยาและเปลี่ยนผ้าพันแผลเป็นประจำ อย่าปล่อยให้อับชื้น

    1. อย่าปล่อยไว้เกิน 2 ปี

    ทำไมน่ะหรือ? เพราะถ้าพ้น 2 ปีไปแล้ว การฟื้นฟูเซลล์ผิวของคนเราจะเป็นไปได้ช้าลงยังไงล่ะ ถ้ามีแผลแล้วก็ควรรีบดูแลทันที อย่าปล่อยทิ้งเอาไว้นาน ไม่อย่างนั้นโอกาสหายขาดด้วยตัวเองก็จะหลุดลอยไป ต้องไปอาศัยเทคนิคหมออย่างการทำเลเซอร์อย่างเดียวเลยล่ะ เมื่อแผลปิดสนิทดี หรือสะเก็ดขึ้นแล้ว ก็สามารถใช้ครีมลดรอยแผลเป็นได้เลย

    1. เลือกครีมผิด คิดจนตัวตาย

    การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ดี ไม่มี อย. หรือการรองรับคุณภาพ ก็ไม่ต่างกับการเอาสารพิษเข้าสู่ผิว ครีมลดเลือนรอยแผลเป็นก็เช่นกัน อย่าลืมดูส่วนผสมที่ได้ผลดีกันด้วยนะ เช่น Allium Cepa สารสกัดจากหัวหอมเข้มข้น ที่มีประสิทธิภาพช่วยลดเลือนความนูนของแผลเป็นได้ดี รวมถึงช่วยลดการอักเสบ และปรับสีผิวให้สม่ำเสมออีกด้วย

    1. รอยแผลเป็นสิว ใช้ครีมต่างกัน

    ผลิตภัณฑ์สำหรับลดเลือนรอยแผลเป็นในตลาดก็มีอยู่มากมาย ถ้ามีสูตรเฉพาะสำหรับลดเลือนรอยแผลเป็นสิว ก็ควรเลือกใช้แยกกัน เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด อย่างแบรนด์ Provamed Scarzone ที่มีสูตร Ultra (สีน้ำเงิน) สำหรับรอยแผลเป็นทั่วไป และสูตร Acne (สีเขียว) สำหรับรอยแผลเป็นสิว เพราะสูตรสิวจะมีส่วนผสมเพิ่มเติมที่ช่วยควบคุมความมัน และไม่ก่อให้เกิดปัญหาสิวซ้ำๆ เพิ่มเติมเข้ามา ทำให้ตอบโจทย์กับปัญหารอยสิวยิ่งกว่านั่นเอง

     

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม: www.provamed.co.th , www.facebook.com/ProvamedClub , LINE @Provamed